BGC

BGC

ตลาดหุ้นไทยเมื่อวานปรับตัวลดลงจากแรงขายทำกำไรหลังจากปรับตัวเพิ่มขึ้นไปทดสอบแนวต้านที่ 1670-1680 จุด ซึ่งเราคาดว่า น่าจะเป็นเป้าหมายของการฟื้นตัวทางเทคนิค และยังมีความเสี่ยงในการปรับตัวลดลงไปทดสอบแนวรับที่ 1650 และ 1630 จุดอีกครั้ง

สำหรับหุ้นที่น่าสนใจในวันนี้ คือ หุ้น BGC หรือ บริษัท บีจี คอนเทนเนอร์ กล๊าส จำกัด (มหาชน) บริษัทดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายบรรจุภัณฑ์แก้วที่ใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม อาหาร และยา

สำหรับผลการดำเนินงานไตรมาสที่ 2 ปี 2562 มีกำไรสุทธิ 82 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 0.12 บาท กำไรลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2561 มีกำไรสุทธิ 91 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 0.18 บาท

ส่วนผลการดำเนินงาน 6 เดือนแรกของปี 2562 มีรายได้รวม 5,662 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 245 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 0.35 บาท กำไรใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปี 2561 ที่มีรายได้รวม 5,121 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 257 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 0.51 บาท

นายศิลปรัตน์ วัฒนเกษตร กรรมการผู้จัดการ บมจ.บีจี คอนเทนเนอร์ กล๊าส (BGC) เปิดเผยว่า บริษัทอยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อเข้าซื้อกิจการธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง โดยเป็นการผลิตบรรจุภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม ซึ่งได้ทำการศึกษาความเป็นไปได้ (Due Diligence) อยู่ทั้งหมด 5 ดีล มูลค่าตั้งแต่ 50 ล้านบาทไปจนถึง 1,000 ล้านบาท คาดว่าจะเห็นความชัดเจนในช่วงไตรมาส 3/62 หรือไตรมาส 4/62 โดยเงินทุนที่ใช้รองรับการเข้าซื้อกิจการส่วนหนึ่งจะมาจากการกู้ยืมสถาบันการเงิน และหลังจากที่บริษัทเข้าซื้อกิจการแล้วคาดว่าอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) จะเพิ่มขึ้นแตะระดับ 2 เท่า จากปัจจุบันอยู่ที่ 1.7 เท่า

ด้านแนวโน้มผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลังบริษัทยังมั่นใจว่าจะสูงกว่าครึ่งปีแรก เนื่องจากเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่นของธุรกิจ และในปีนี้รัฐบาลได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมา คาดว่าจะช่วยหนุนการบริโภคเครื่องดื่มต่างๆ ทำให้ผู้ประกอบการออเดอร์การผลิตขวดเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งบริษัทยังคงเดินหน้าการบริหารต้นทุนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบันบริษัทได้อานิสงส์จากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลง และราคาแก๊ส ซึ่งเป็นต้นทุนการผลิตก็ลดลงตาม ส่งผลบวกต่อต้นทุนการผลิตของบริษัทให้ปรับตัวลดลงด้วย

ปัจจุบันบริษัทมีการใช้กำลังการผลิตที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยมีอัตราการใช้กำลังผลิตสูงกว่า 90% ของกำลังการผลิตทั้งหมดที่มีอยู่ 90,000 ตัน/ปี จากโรงงานผลิตขวดแก้ว 5 โรง อย่างไรก็ตาม โรงงานผลิตขวดแก้วที่ราชบุรี กำลังการผลิต 400 ตัน/วัน ในช่วงครึ่งปีแรกยังไม่สามารถผลักดันการใช้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ 90% โดยทำได้ 75% และคาดว่าจะผลักดันขึ้นมาที่ 86% ในไตรมาส 3/62

ทั้งนี้ บริษัทคาดว่าการใช้กำลังการผลิตที่มีประสิทธิภาพและการบริหารต้นทุนการผลิตที่ดีจะทำให้อัตรากำไรขั้นต้นในไตรมาส 3/62 กลับเพิ่มขึ้นมาที่ 16% หลังจากที่ลดลงไปในไตรมาส 2/62 อยู่ที่ 15.1% และยังมั่นใจว่าจะทำให้ยอดขายในปีนี้เติบโต 8-10% ตามเป้าหมาย

สำหรับการขยายตลาดต่างประเทศของบริษัทยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในครึ่งปีแรกบริษัทมีสัดส่วนยอดขายจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นยมาเป็น 9% และจะเพิ่มเป็น 10% ในสิ้นปีนี้ พร้อมวางเป้าหมายขยายสัดส่วนลูกค้าต่างประเทศเพิ่มเป็น 20% ภายในปี 66  โดยฐานลูกค้าหลักยังคงเป็นกลุ่มประเทศ CLMV และอินเดีย ที่มีความต้องการใช้ขวดแก้วสูง และเป็นกลุ่มลูกค้าที่สั่งผลิตขวดแก้วของบริษัท โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าอินเดียทที่หากบริษัทมีกำลังการผลิตรองรับมากขึ้น ก็มีกลุ่มลูกค้าอินเดียที่ต่อคิวรอให้บริษัทผลิตขวดให้

ส่วนค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นในปัจจุบันยังไม่ส่งผลกระทบต่อบริษัทอย่างมีนัยสำคัญ เพราะมีสัดส่วนยอดขายจากต่างประเทศน้อยมาก ส่วนใหญ่มาจากกลุ่มลูกค้าในประเทศเป็นหลักกว่า 90% ขณะที่ปัจจัยของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีน มองว่าเป็นบวกต่อบริษัท เนื่องจากลูกค้าในสหรัฐฯที่เคยให้ผู้ผลิตขวดแก้วในจีนผลิตให้หันมาเจรจากับผู้ผลิตในประเทศอื่นแทน เพื่อเตรียมความพร้อมในการเปลี่ยนผู้ผลิตขวดแก้วรายใหม่หากสงครามการค้ามีความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งบริษัทได้รับการติดต่อกับผู้ประกอบการสหรัฐฯเข้ามาด้วยเช่นกัน

BGC มีราคาเป้าหมายเฉลี่ยจาก IAA Consensus เท่ากับ 16.17 บาท โดยมีราคาเป้าหมายสูงสุดที่ 18.60 บาท และมีราคาเป้าหมายต่ำสุดที่ 14.20 บาท

ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นไปทดสอบแนวต้านของกรอบแนวโน้มขาขึ้นที่บริเวณ 16.00 ก่อนที่จะถูกขายทำกำไร ทำให้แนวโน้มของราคาหุ้นยังมีความเสี่ยงในการปรับตัวลดลงไปทดสอบแนวรับที่ 14.00 และ 13.50 ในขณะที่แนวรับสำคัญของกรอบแนวโน้มขาขึ้นอยู่ที่ 12.00 ถ้าหลุดจะเป็นสัญญาณขายทางเทคนิค

สนใจบทความย้อนหลัง และเรื่องราวที่น่าสนใจ สามารถหาดูได้ในเพจ Teerasak Trendtalk