วิธีรับมือ “Recession” บทท้าทายรัฐบาลเมื่อสูตรกระตุ้นศก. ถูกมองว่าเป็นมุขเก่า

9/919 อาจจะเป็นวันจันทร์ธรรมดา แต่หากย้อนกลับไป 30 กว่าปีก่อน เป็นวันเปิดตัวของโครงการแฟลตปลาทอง ที่วันนี้กลายเป็นตำนานไปเสียแล้ว

แฟลตปลาทอง เป็นการพัฒนาที่ดินย่านรังสิตขนาดใหญ่ถึง 130 ไร่ เป็นอาคารพาณิชย์ 72 ห้อง แฟลตสำหรับห้องพักอาศัยกว่า 7,000 ห้อง พร้อมสระว่ายน้ำและสวนสาธารณะขนาดใหญ่ รองรับคนงานในย่านนิคมนวนครไม่ต่ำกว่า 3 แสนคน ด้วยราคาจองเพียง 5,000 บาท

ด้วยงบโฆษณากว่า 20 ล้านบาท และรถแห่อีกกว่า 4-50 คัน และหนังโฆษณาที่รวบรวมดาวตลกในยุคนั้น กับเพลง ฮิตที่ติดหู ทำให้โครงการแฟลตปลาทองได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว เรียกว่าเป็น Big Idea ในยุคบูมของอสังหา

แต่ด้วยการขาดการจัดการ โดยเฉพาะการอยู่ร่วมกันในชุมชนขนาดใหญ่ ทำให้เกิดปัญหามากมาย  รวมถึงการทิ้งดาวน์ของโครงการ ทำให้โครงการนี้ล่มสลายและเจ้าของโครงการต้องล้มละลายปิดตำนานแฟลตปลาทองอันลือลั่นไป

เพจลงทุนแมน ได้เปรียบเทียบกรณีของแฟลตปลาทองกับการบริหารประเทศ ภาพที่เหมือนกันก็ คือ หากขาดการร่วมแรงร่วมใจในการดูแล โอกาสที่จะแข่งขันเทียมหน้าเทียมตาประเทศอื่น ๆ ก็ทำได้ยาก

ในช่วงเงินทองต้องคุยกับ คุณวรวรรณ ธาราภูมิ ได้ย้อนกลับมาดูปัญหาเศรษฐกิจโลกกำลังจะถดถอยใช่ไหม โดยมีสัญญาณบ่งชี้หลายอย่างเช่น สงครามการค้าจีน-สหรัฐ และกรณีที่อังกฤษจะแยกตัวออกจากอียู สงครามการค้าญี่ปุ่น-เกาหลี และสัญญาณ inverted yield curve (ผลตอบแทนพันธบัตร ระยะยาวต่ำกว่าระยะสั้น) ซึ่งเป็นตัวพยากรณ์เศรษฐกิจถดถอยที่มีความแม่นยำสูงมาก ใช้พยากรณ์เศรษฐกิจถดถอยได้ถูกเกือบทุกครั้งโดยพลาดเพียงครั้งเดียวในปี 1994 ที่ Fed ทยอยลดดอกเบี้ยเพื่อพยุงเศรษฐกิจมาตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 1990 แล้วพยุงเศรษฐกิจได้สำเร็จไม่เกิด Recession

ถ้าเกิดถดถอยจริง ไทยจะไปไหวไหม

คุณวรวรรณให้ความเห็นว่า เศรษฐกิจไทยนั้นแข็งแกร่งจนน่าจะรองรับวิกฤตจากภายนอกได้ มีทุนสำรองระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้บาทแข็งกว่าค่าเงินอื่นๆทั้งภูมิภาค เรียกว่าโดยรวมๆ เราแข็งแรงกว่าช่วงปี 2540 มากและมาตรการต่างๆ ที่รัฐบาลทยอยออกมาเพื่อช่วยเหลือเศรษฐกิจรากหญ้า และกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย น่าจะช่วยผ่อนหนักเป็นเบาได้

เรียกว่าโดยภาพรวมๆ แล้ว เราอาจโดนผลพวงของการถดถอยในอนาคตที่เขาคาดกันว่าจะเกิดขึ้นในอีกสัก 1-2 ปีฃ้างหน้า แต่เราจะรองรับไหว รองรับได้ดีกว่าในอดีตช่วงต้มยำกุ้ง

แต่นั่นคือภาพรวมๆ หรือมหภาค ซึ่งถ้ามองไปที่จุลภาคเป็นรายย่อยทั้งธุรกิจและคนแล้ว เราพบว่ายังไม่ต้องรอให้เจอภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ หลายคน หลายธุรกิจเล็กๆ เริ่มล้มกายตายจากกันไปเรื่อยๆ จากกำลังซื้อไม่มี และจากเทคโนโลยีที่เปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค กับพลัง SME ที่ด้อยกว่ารายยักษ์อย่างเทียบกันไม่ได้

เมื่อมองดูแผนกระตุ้นเศรษฐกิจที่ประกาศออกมา  ยังไม่เห็นความเป็น Big Idea จากสิ่งที่รัฐประกาศออกมาใช้ ตัวนโยบาย “ชิม ช้อป ใช้”  ก็ยังมีปัญหาทั้งจากผู้ลงทะเบียนในฐานะผู้ใช้ และร้านค้าในฐานะผู้ให้บริการ ทั้งในด้านจำนวน ทั้งในด้านความเข้าใจในวิธีการลงทะเบียน และดูเหมือนว่า การใช้นโนบายนี้เหมือนต้องการประโยขน์ “หลายเด้ง” จนทำให้คิดไปว่า การลงทะเบียนเป็นการตรวจสอบเรื่องภาษี หรือต้องการให้เกิดการเป็นสังคมไร้เงินสด และเมื่อสิ้นเดือนกันยายนจะได้ “ชิม ช้อป ใช้” กันทันหรือไม่

นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น เราจะไม่คิดใหม่บ้างหรือ อย่างเช่น การลดภาษีกองทุนน้ำมันเพื่อให้ราคาน้ำมันลดลง หรือการลดอัตราดอกเบี้ยบ้าน(โดยรัฐเป็นผู้ชดเชย) แทนที่จะให้คนออกไปเที่ยว ไปกิน ในสภาพที่ไม่มีอารมณ์เนื่องจากภาระหนี้

ถึงเวลาจะสร้างนโยบายกระตุ้นให้คนในประเทศมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้ด้วยตนเอง จะได้หรือไม่ ในเมื่อเส้นทางที่เดินมา ช่องว่างเราถ่างกว้างเหลือเกิน เราจะคิดนโยบายใหม่ ๆ ที่อาศัยจุดเด่นของเราในด้านการบริการ สร้างเศรษฐกิจแนวใหม่ในแนว Well Being ขึ้นมาได้บ้างหรือไม่

บางทีเราคงต้องมานั่งทบทวนกันหรือไม่ว่า ในช่วง 10-20 ปีที่ผ่านมาเราเดินอยู่ในระบบทุนนิยมมาแล้ว เรายังเดินต่อไปได้อีกหรือ จีดีพี เราจะโตไปเรื่อยๆได้หรือไม่ การใช้นโยบายกระตุ้นให้ต่างประเทศเข้ามาลงทุนโดยเอื้อประโยชน์มากมาย จะสามารถดันให้คนในประเทศมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นจริงหรือ

ที่มา : Money Makeover : ปฏิบัติการพลิกชีวิต