หุ้นผู้ผลิตไฟฟ้า นาทีทองผ่านไปแล้วรึยัง

ตั้งแต่ต้นปี 2019 ถึง ปัจจุบัน หุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าเป็นกลุ่มที่ให้ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยสูงถึง 21.93% เทียบกับ 5% ของ SET แม้จะมี Market Cap. เพียง 1.47 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 8.5% ของ SET แต่ YTD มี Market cap. เพิ่มขึ้นกว่า 371,962 ล้านบาท หุ้นที่ปรับขึ้นมากที่สุดคือ GULF (+95.7%) ลงมา คือ BGRIM (+55.6%) RATCH (51.2%) EGCO (44.76%) CKP (29.03%) ตามลำดับ ซึ่งเหตุผลหลักการปรับขึ้นอย่างมากเป็นเพราะ นักลงทุนมองเป็น Growth Stock จากการขยายธุรกิจไฟฟ้าไปทั้งในและต่างประเทศที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นมากในอนาคต และการเข้าลงทุนในธุรกิจสัมปทานภาครัฐที่ภาครัฐมีแผนลงทุนที่ให้เอกชนเข้าร่วมทุนที่เรียกว่า PPP (Public Private Partnership) ที่ให้ภาคเอกชนเข้าร่วมลงทุนในโครงการสาธารณูปโภคต่างๆ ที่เริ่มมาตั้งแต่ปี 2018 รวมถึงประเด็นความเสี่ยงTrade War ที่มีผลให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัว จึงมีการโยกเงินเข้าสู่หุ้นโรงไฟฟ้า ที่ถือว่ามีความปลอดภัย (safe haven)

การปรับขึ้นของราคาหุ้นในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ได้สะท้อนปัจจัยบวกต่างๆ ที่กล่าวข้างต้น โดยเฉพาะโครงการในอนาคตของแต่ละบริษัทไว้ค่อนข้างมากแล้ว นอกจากจะเทียบราคาตลาดกับราคาที่เหมาะสมที่คำนวณจากส่วนลดกระแสเงินสด (Discounted Cashflow) แล้ว ถ้าจะดูความสัมพันธ์ระหว่างราคาหุ้นและกำไร (P/E Ratio) ทั้ง Current P/Eและ Forward P/E จะเห็นได้ว่า Forward P/E ของกำไรปี 2021 หรือ 3 ปีข้างหน้า จะลดลงจากปัจจุบันค่อนข้างมาก เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับราคาหุ้นกลุ่มนี้ นักลงทุนอาจเลือกหุ้นที่ P/E ไม่สูง เป็นลำดับแรกแต่ธุรกิจมีโอกาสการเติบโตสูง โดย KTBST ให้ความสนใจต่อหุ้นRATCH (ราคาเป้าหมายในเชิงกลยุทธ์ 80 บาท)ส่วน GULF เชื่อว่าราคาหุ้นสะท้อนโครงการในอนาคตไว้มากแล้ว และความเป็น safe haven ที่อาจลดลงเนื่องจากราคาขึ้นมามาก เราจึงมองข้ามหุ้นตัวนี้ไปก่อนในเวลานี้

อะไรเป็นเหตุผลให้ราคาหุ้นโรงไฟฟ้าขึ้นมาได้ขนาดนี้
อดีต (มากกว่า 10 ปี) : หุ้นโรงไฟฟ้าถูกมองเป็นหุ้นลงทุนเพื่อรับเงินปันผล ราคาหุ้นซื้อขายที่ P/E 8-12 เท่า

ปัจจุบัน :
1. นักลงทุนมองเป็น Growth stockหรือหุ้นที่มีการเติบโตจากกำลังการผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นในอนาคต ทั้งนี้ หุ้นที่ราคาปรับตัวสูงขึ้น ล้วนมีกำลังการผลิตใหม่ๆในอนาคตด้วยกันทั้งสิ้น (ทั้งที่ประกาศเป็นทางการและโครงการที่มีแผนจะทำ)

2. ผันตัวเข้าลงทุนต่อยอดธุรกิจที่ไม่ใช่โรงไฟฟ้า ค่อนข้างโชคดีที่ รัฐมีแผนลงทุนที่ให้เอกชนเข้าร่วมทุนที่เรียกว่า PPP (Public Private Partnership) ที่ให้ภาคเอกชนเข้าร่วมลงทุนในโครงการสาธารณูปโภคต่างๆ ที่เริ่มมาตั้งแต่ปี 2018 มีบริษัทหลายแห่งในตลาด เช่น PTT , BTS, BEM STEC, CK และอื่นๆ ต่างเข้าร่วมลงทุน เรานับเม็ดเงินสำหรับโครงการลักษณะนี้ อาจสูงถึง 9 แสนล้านบาท สำหรับผู้ประกอบธุรกิจผู้ผลิตไฟฟ้า พบว่ามีส่วนเข้าร่วมลงทุนในหลายๆโครงการ อาทิ รถไฟฟ้า (RATCH) ท่าเรือ (GULF) ระบบเก็บเงิน Motorway (GULF) แบตเตอรี่ (EA, GPSC)

3. ธุรกิจผู้ผลิตไฟฟ้ามีลักษณะของความเป็นหุ้นที่มีความปลอดภัย (safe haven)คือใช้เป็นหลุมหลบภัยได้ เนื่องจากกำไรมีความมั่นคง เพราะขายไฟฟ้าแบบมีสัญญา โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าที่เน้น IPP (GULF, RATCH, EGCO) ในยามที่นักลงทุนกังวลเรื่องใดๆ อย่างเช่นปีนี้ จะเป็นเรื่อง Trade War ที่มีผลให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัว จึงมีการโยกเงินเข้าสู่หุ้นโรงไฟฟ้า ที่ถือว่ามีความปลอดภัยกว่าหุ้นใหญ่อีกหลายๆกลุ่ม เพราะปีนี้ หุ้นใหญ่ของตลาดล้วนถูกกระทบจากเศรษฐกิจกันเกือบทั้งนั้น

ราคาหุ้นโรงไฟฟ้าแพงไปหรือไม่
กำลังการผลิตที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคตของบริษัทในกลุ่มโรงไฟฟ้า (GULF, BGRIM, RATCH, EGCO) จะพบว่าแต่ละแห่งต่างมีกำลังการผลิตในอนาคตทั้งสิ้น แต่ยังไม่นับรวมกำลังการผลิตใหม่ ที่ยังไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการ

จากโครงการที่อยู่ใน pipeline ของแต่ละบริษัท จะมีกำลังการผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเฉลี่ยตั้งแต่ 3-20% เลยทีเดียว ราคาหุ้นที่ประมาณการโดยนักวิเคราะห์จะมีการรวมโครงการเหล่านี้ไว้ในราคาที่เหมาะสมแล้ว โครงการที่ยังไม่นับใน pipeline จะกลายเป็นส่วนเพิ่มของราคาหุ้น เมื่อรวมกับเหตุผลอื่นๆ ที่เรากล่าวไปข้างต้น เราจึงไม่น่าแปลกใจที่ราคาหุ้นหลายๆตัวเดินหน้าเกินราคาที่เหมาะสมที่นักวิเคราะห์ให้ไว้ อย่างเช่น GULF ราคาที่เหมาะสมของ KTBST ให้ไว้ที่ 86 บาท และ Bloomberg Survey ที่ 108 บาท ขณะที่ราคาตลาดนั้นขึ้นมาถึง 159.50 บาท (ณ 5 ก.ย.62)

P/E ปัจจุบันและ P/E ในอนาคตของหุ้นกลุ่มนี้ จะเห็นได้ว่า P/E ของกำไรปี 2021 หรือ 3 ปีข้างหน้า จะลดลงจากปัจจุบันค่อนข้างมาก เพราะกำไรของหุ้นเหล่านี้ที่มีการขยายตัว โดยการเติบโตเฉลี่ยปี 2019-21 หรือ 3 ปี ข้างหน้านั้น จะอยู่คอลัมน์ขวาสุด โดย GPC นั้น ขยายตัวถึง 38% (น่าจะมาจากการรวม GLOW เข้ามา) และ BGRIM 29%