มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ยาสามัญประจำชาติ

วันนี้ขอคุยเรื่องวิธีการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศในเวลานี้ อย่างที่เรารับรู้กันอยู่ขณะนี้ว่า ปัญหาเศรษฐกิจที่เราเผชิญอยู่ขณะนี้ เกิดจากปัจจัยภายนอกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสงครามการค้าสหรัฐ-จีน ที่เราได้รับผลกระทบในฐานะพึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก หรือปัญหาการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกภาวะเงินเฟ้อกลับไม่ขยับ มันเป็นสัญญาณว่าเศรษฐกิจในประเทศอยู่ในภาวะซึมยาว

เข้าใจครับว่า คนที่เป็นภาครัฐต้องการสร้างความเชื่อมั่นให้ภาคธุรกิจ ภาคประชาชน ถ้ามีการนำเสนอตัวเลขแย่ ๆออกมาก็จะเกิดความกลัว จะชะงักไม่เกิดการใช้จ่าย

แต่ถ้าเราไม่ยอมรับความจริง จะตระเตรียมรับมือได้ถูกต้องไหม?

สภาพัฒน์รายงานว่าหนี้ครัวเรือนไทยเพิ่มต่อเนื่อง คิดเป็นสัดส่วนต่อจีดีพีเท่ากับ 78.7% สูงสุดในรอบ9 ไตรมาส โดยมีNPL ของสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคในไตรมาส2 มีมูลค่า1.27แสนล้านบาท คิดเป็น 2.75%ของ NPLรวม และมี NPLของสินเชื่อรถยนต์และบัตรเครดิตเพิ่มขึ้นจในอัตราเร่ง 32.3% และ 12.5%ตามลำดับ

แต่สำนักงานเศรษฐกิจการคลังกลับออกมาระบุว่ายังไม่น่าห่วงแต่จะจับตาอย่างใกล้ชิด และมองว่าหนี้ส่วนใหญ่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน และเป็นหนี้ที่นำไปสร้างรายได้ จึงเชื่อว่ายังไม่น่ากังวลเท่าไรนัก

และเมื่อเอาหนี้ธุรกิจออกไป หนี้ครัวเรือนแท้ ๆ ยังอยู่ในระดับต่ำ!

ขณะที่ รองนายกรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ให้ข้อมูลว่าเศรษฐกิจไทยหลายด้านดีขึ้นน่ะ ที่ยังช้าอยู่คือภาคเอกชนยังไม่ลงทุน จึงกำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งให้สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน พร้อมกับกำชับสำนักงบประมาณให้เร่งใช้งบกระตุ้นเศรษฐกิจให้ลงไปถึงประชาชนเร็วที่สุด ตบท้ายด้วยว่าเศรษฐกิจไทยไม่ถดถอยน่ะแค่ชะลอ

ซึ่งค้านกับสายตาภาคเอกชนอย่างคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน3สถาบัน(กกร)ที่สรุปว่าปีนี้เศรษฐกิจไทยไม่โต ตัวเลขส่งออก เต็มที่ก็แค่เสมอตัวคือ 0% GDP ปีนี้อย่าหวัง3%!

เราต้องยอมรับว่าปัจจัยที่กระแทกเศรษฐกิจเราตอนนี้มันซับซ้อนมากขึ้น วิธีการเดิมที่ใช้อยู่มันใช้ได้ผลจริงหรือ อย่างเรื่องประกันรายได้ผลผลิตทางการเกษตร ยังไม่ทันไรก็เจอภาวะฝนแล้ง สำทับต่อด้วยน้ำท่วม ยังไม่ทันใช้นโยบายนี้เพราะเจอทั้งแล้งทั้งท่วมจะมีผลผลิตให้ประกันรายได้ไหม หรือต้องเปลี่ยนเป็นชดเชยไหม

หรืออย่างนโยบายชิมช็อปเที่ยว ก็ยังวุ่น ๆ กับการลงทะเบียนที่ร้านค้าไปลงทะเบียน จนทำท่าจะต้องปรับวิธีการลงทะเบียน

ห้าปีที่ผ่านมา คนไทยคุ้นชินกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ  จนเรียกได้ว่า เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเลยก็ได้ กระทั่งมีรัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้ง  แต่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจก็ยังถูกนำมาใช้อยู่

เปรียบประเทศเป็นร่างกาย  ประเทศไทยป่วยเป็นไข้เศรษฐกิจเรื้อรัง อาการมีแต่ทรงกับทรุด  รักษากับหมอคนเดิมมาห้าปี  อาการไม่หายขาดสักที   เพราะหมอให้ยาตำรับเดียวกัน ไม่เคยเปลี่ยน คือ ยาที่ชื่อว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

ในช่วงสี่ปีที่ผ่านมา รัฐบาลใช้งบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจไปแล้ว 2.78 ล้านล้านบาท เกือบเท่ากับงบประมาณรายจ่ายทั้งปี    เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ ผ่านมาตรการต่างๆ  ตั้งแต่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ช่วยผู้มีรายได้น้อย ผ่านโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ  สนับสนุนเอสเอ็มอี  เพิ่มรายได้เกษตรกร กระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ

ถามว่า  เม็ดเงินมหาศาลที่หมดไปกับการกระตุ้นเศรษฐกิจ ช่วยให้เศรษฐกิจฟื้นตัว แข็งแรงขึ้นมาไหม   คำตอบคือ ไม่เลย เพราะถ้ามันได้ผลจริง  เราคงไม่ต้องมีการกระตุ้นเศรษฐกิจซ้ำแล้วซ้ำเล่า

มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจล่าสุด  ใช้เม็ดเงินสูงถึง 3.1 แลนล้าน  ประกอบด้วย  การใส่เงินเพิ่มให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อยที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง  สนับสนุนสินเชื่อให้เอสเอ็มอี และ กระตุ้นการบริโภค ด้วยการแจกเงินประชาชน 10  ล้านรายๆละ  1 พันบาท ให้ไปเที่ยวในตังหวัดต่างๆ

แม้จะอ้างเหตุผลความจำเป็นที่ต้องใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบนี้ว่าเพื่อรับมือกับเศรษฐกิจถดถอย ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก ทำให้การส่งออกต่ำกว่าเป้าหมาย แต่ก็เหมือนแสดงให้เห็นว่า เศรษฐกิจไทยในช่วงสี่ห้าปีมานี้  ที่ใช้งบกระตุ้นเศรษฐกิจไปแล้วเกือบ 3  ล้านล้านบาท  ไม่เข้มแข็ง ไม่มีภูมิต้านทาน  เมื่อได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกจึงเอาไม่อยู่ ต้องกระตุ้นเศรษฐกิจกันไปเรื่อยๆ

ท่ามกลางบริบทที่เปลี่ยนไป เราต้องคิดหาไอเดียใหม่ ๆ ที่เป็น Big Idea ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่ไม่ใช่เป็นเพียงระยะสั้น ๆ แล้วต้องเติมเงินเข้าไปเรื่อย ๆ

ยกตัวอย่างเร็วๆ ที่นึกออก เมื่อไทยและประเทศอื่นๆ กำลังก้าวสู่สังคมผู้สูงวัย ทำไมเราไม่สร้างแนวคิดในการสร้างรายได้จากการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างจริงจังอาทิการสร้าง well being town ที่ไม่ได้เป็นเพียงภาคเอกชนที่สร้างโรงพยาบาล หรือศูนย์สุขภาพ กันตามลำพัง

นำแนวคิดใหม่ๆ มาทำให้ไทยยั่งยืนกันดีกว่าครับ

ที่มา : ปฏิบัติการพลิกชีวิต Money Makeover