‘S’รายได้ต่ำเป้า2หมื่นล้าน ป๋าดัน’SHR’ระดมทุนSET

ทันหุ้น – “S”ยืดอกรับมาตรการ LTV ฉุดรายได้ปีนี้อาจต่ำเป้าที่วางไว้ 2 หมื่นล้านบาท อุ่นใจตุนยอดขายรอโอนกว่าหมื่นล้านทยอยรับรู้รายได้ต่อเนื่อง พร้อมดัน “SHR” เข้าเทรด SET ปลายปีนี้

นางฐิติมา รุ่งขวัญศิริโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ S เปิดเผยว่า บริษัทยอมรับว่าการเติบโตของรายได้รวมปี 62 อาจไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ 20,000 ล้านบาท เนื่องจากได้รับผลกระทบจากมาตรการ LTV แม้ไม่ใช่ผลกระทบโดยตรงเนื่องจากกลุ่มเป้าหมายของบริษัทเป็นกลุ่มลูกค้าที่อยู่ในระดับบน แต่ทำให้ลูกค้าบางรายเลื่อนการโอนกรรมสิทธิ์

ตุนแบ็กล็อค1.1หมื่นล.

โดยในช่วงครึ่งหลังปี 62 บริษัทคาดว่าจะเริ่มทยอยโอนกรรมสิทธิ์ให้ลูกค้ามากขึ้น ปัจจุบันบริษัทมียอดขายที่รอโอนกรรมสิทธิ์(Backlog) มากกว่า 11,000 ล้านบาท เบื้องต้นคาดว่าจะสามารถทยอยโอนและรับรู้รายได้ภายในปีนี้ไม่น้อยกว่า 4,000-5,000 ล้านบาท ช่วยสนับสนุนให้ผลการดำเนินงานในปีนี้ยังคงเติบโตดีกว่าปี 61 ที่มีรายได้รวม 8,935.94 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 1,286.71 ล้านบาท โดยแบ็กล็อกดังกล่าวมาจาก 3โครงการ คือ คอนโดมิเนียม 2 โครงการ และบ้านเดี่ยว 1 โครงการ ได้แก่ โครงการ The ESSE Asoke มูลค่า 4,923 ล้านบาท ขนาด 419 ยูนิต ปัจจุบันมียอดขาย 82% มีการโอน 1,100 ล้านบาท และคาดว่าจะโอนส่วนที่เหลือทั้งหมดในปีนี้ ส่วนที่เหลือ 18% คาดทยอยเปิดขายในปี 63

สำหรับโครงการ The ESSE at Sigha Complex มูลค่า 4,347 ล้านบาท ขนาด 319 ยูนิต ปัจจุบันมียอดขาย 92% คาดว่าจะเริ่มทยอยรับรู้รายได้ในเดือนกันยายนเป็นต้นไป และคาดว่าจะโอนกรรมสิทธิได้ไม่น้อยกว่า 50% ของยอดขายข้างต้น ส่วนโครงการ Santiburi The Residences มูลค่า 6,433 ล้านบาท ขนาด 26 ยูนิต ปัจุจบันมียอดขาย 15% คาดว่าจะเริ่มทยอยโอนกมมสิทธิและรับรู้เป็นรายได้ในไตรมาส 3/62 โดยโครงการนี้เป็นโครงการบ้านเดี่ยวสั่งสร้างตามแบบที่ลูกค้าต้องการ ทำให้การรับรู้รายได้แบ่งเป็น 2 ทาง คือ รับรู้รายได้จากการโอนที่ดินและทยอยรับรู้รายได้จากการก่อสร้าง ซึ่งใช้ระยะเวลาก่อสร้างเฉลี่ย 5 – 6 เดือนต่อหลัง

ดันบ.ย่อยเข้าSET

นางฐิติมา กล่าวเพิ่มเติมว่า บริษัทเตรียมนำบริษัทย่อย คือ บริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ SHR ประกอบธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ท ซึ่ง S ถือหุ้น 100% เข้าจดทะเบียนยังตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.)คาดว่าน่าจะทันปลายปีนี้และเตรียมโรดโชว์ในเดือนตุลาคมนี้ โดยเงินที่ได้จากการระดมทุนครั้งนี้เตรียมนำไปชำระหนี้ให้กับ S ราว 140 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และที่เหลือใช้สำรองในการเข้าซื้อกิจการที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจโรงแรม

“หาก SHR ชำระหนี้ให้ S จะทำให้ D/E สิ้นปีนี้จะลดลงมาอยู่ที่ 1.1 เท่า จากปัจจุบันอยู่ที่ 1.39 เท่า แต่ในช่วงนี้ D/E อาจปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 1.6 เท่า จากการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ Crossroads”นางฐิติมา กล่าว

อย่างไรก็ดี ธุรกิจโรงแรมในประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมาเผชิญปัจจัยกดดันหลายด้านทั้งเศรษฐกิจและการเมือง ประกอบกับช่วงโลวซีซันท่องเที่ยวส่งผลให้อัตราการเช่าห้องพักของโรงแรมสันติบุรีที่เกาะสมุย ลดลงอยู่ที่ 54% ส่วนโรงแรมพีพี ไอแลนด์ วิลเลจ ยังมีอัตราการเช่าห้องพักอยู่ในระดับที่ดี 70% เนื่องจากพีพีมีกลุ่มนักท่องเที่ยวหลากหลาย ทั้งยุโรป, สหรัฐฯ, จีน และอินเดีย ทำให้กระจายความเสี่ยงนักท่องเที่ยวจีนชะลอตัว

นอกจากนี้ ในช่วงที่ผ่านมาบริษัทขยายการลงทุนธุรกิจโรงแรมในต่างประเทศเพิ่มขึ้น ปัจจุบันมีโรงแรม 2 แห่ง คือ Outrigger Fiji Beach Resort และ Castaway Island ที่สาธารณรัฐฟิจิ ซึ่งในช่วงไตรมาส 2 และ 3 ของทุกปีจะเป็นช่วงไฮซีซัน ส่งผลให้อัตราการเช่าห้องพัก อยู่ที่ 84% และ 82% ขณะเดียวกันบริษัทมีโรงแรมที่สาธารณรัฐมอริเชียส 1 แห่ง คือ Outrigger Mauritius Beach Resort  ปัจจุบันมีอัตราการเช่าห้องพักเฉลี่ย 79% และ มัลดีฟส์ 1 แห่ง คือ Outrigger Konotta Maldives Resort มีอัตราการเช่าห้องพักอยู่ที่ 65% เป็นต้น ซึ่งคาดว่าจะเข้ามาช่วยทดแทนรายได้ธุรกิจโรงแรมในประเทศไทยที่ลดลง