KS ชี้สงครามสหรัฐ-จีนบานปลาย มอง SET ปรับลงทดสอบแนวรับ 1,630/1,615 จุด หุ้นแนะนำ AMATA-TFFIF

บล.กสิกรไทย จำกัด หรือ KS ชี้สงครามการค้าสหรัฐฯ-จีนบานปลาย สร้างความเสี่ยงต่อการถดถอยทางเศรษฐกิจ มอง SET Index ปรับตัวลงทดสอบแนวรับที่ 1,630/1,615 จุด หุ้นแนะนำ AMATA TFFIF

**สงครามการค้าสหรัฐฯ-จีนบานปลาย สร้างความเสี่ยงต่อการถดถอยทางเศรษฐกิจ
สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีนรุนแรงกว่าคาดโดยสหรัฐฯจะขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีนอีก 5% บนสินเข้านำเข้าจากจีนมูลค่า 5.5 แสนล้านเหรียญ ตอบโต้หลังจีนประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ 5-10% มูลค่า 7.5 หมื่นล้านเหรียญ นอกจากนี้ ปธน.ทรัมป์ได้ขู่ที่จะใช้มาตรการฉุกเฉินทางเศรษฐกิจ (The International Emergency Economic Powers Act of 1977) เพื่อให้บริษัทอเมริกาย้ายฐานการผลิตออกจากจีน ซึ่งไม่น่าจะทำได้เพราะกฎ IEEPA มีอำนาจเพียงห้ามการทำธุรกรรมเท่านั้น, ต้องใช้เสียงของสภาคองเกรส 2/3, และเสี่ยงโดนฟ้องศาลด้วย แม้สงครามการค้าสหรัฐฯ-จีนบานปลาย แต่เชื่อว่าทั้งสองฝ่ายจะแก้ข้อขัดแย้งผ่านการเจรจาในที่สุด อีกทั้งปีหน้าจะมีการเลือกตั้ง ปธน.สหรัฐฯ ดังนี้ทรัมป์จะไม่เสี่ยงให้สงครามการค้ายืดเยื้อไปถึงปลายปีหน้าซึ่งตนอาจไม่ได้รับเลือกกลับมา เพราะเรื่องปากท้องน่าจะสำคัญกว่าประเด็นทรัพย์สินทางปัญญาที่ทะเลาะกันกับจีน

**มอง SET Index ปรับตัวลงทดสอบแนวรับที่ 1,630/1,615 จุด
มุมองตลาดวันนี้คาด SET Index ปรับตัวลงทดสอบแนวรับที่ 1,630/1,615 จุด จากแรงกดดันเรื่องสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีนบานปลาย มองบริเวณ 1,600-1,610 จุด เป็นจุดที่น่าเข้าสะสมหุ้น เพราะคิดเป็น Earnings Yield Gap เกิน 5% เราคาดว่ามาตรการผ่อนคลายทางการเงินของธนาคารกลางทั่วโลก และการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลจะช่วยจำกัด Downside risk รอบนี้ ขณะเดียวกันประเทศไทย และประเทศอื่นๆ ใน ASEAN จะเป็น Small loser รอบนี้ เพราะจะได้ประโยชน์จากการย้ายฐานการผลิตออกจากจีน

มองกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมจะได้ประโยชน์จากสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีนจากการย้ายฐานการผลิตออกจากจีน และBOI เตรียมเสนอมาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อดึงเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ ขณะที่กลุ่ม Global plays (อิเล็กทรอนิกส์, พลังงาน, ปิโตรเคมี, โลจิสติกส์) จะได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีนที่บานปลาย

หุ้นแนะนำวันนี้ ได้แก่ AMATA (ปิด 25.00 บ. ซื้อ/พื้นฐาน 27.50 บ.) การย้ายฐานการผลิตจากจีนมาไทย (ยอดขอ BOI จากต่างประเทศเพิ่มขึ้นเท่าตัวใน 1H19) จะหนุนยอดขายที่ดินของบริษัทเพิ่มเป็นปีละ 1,000 ไร่ในปี 2562-64 (ดีกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีก่อนที่ไม่ถึง 500 ไร่) TFFIF (ปิด 13.20 บ. ซื้อ/พื้นฐาน 14.14 บ.) เราได้รวมส่วนแบ่งมูลค่าที่เพิ่มขึ้น 25% หรือจาก 3.08 บาทเป็น 3.85 บาท ที่มาจากการเข้าซื้อสินทรัพย์ใหม่ เกี่ยวกับการอัดฉีดสินทรัพย์มอเตอร์เวย์ 7 และ 9 เข้ากองทุน TFFIF ในเร็วๆนี้

**กลยุทธ์การลงทุน ถือครองเงินสด 15-20% ของพอร์ท สะสมหุ้นกลุ่มที่แข็งกว่าตลาดบ ดังนี้

1) กลุ่มหุ้นที่ได้ประโยชน์จากมาตรการภาครัฐ CPALL AMATA BTS ORI TFFIF 2) กลุ่มปินผลสูง JASIF LH TISCO TCAP 3) กลุ่มสื่อสารได้ประโยชน์จากการแข่งขันลดลง (รายได้เพิ่ม ต๊นทุนลด) TRUE DTAC ADVANC INTUCH 4) กลุ่มที่ได้ประโยชน์จาก IMO 2020 TOP PRM BGC 5) กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนฟื้น AOT ERW MINT CENTEL 6) ปัจจัยเฉพาะตัว CPF GUNKUL TPCH PTT JWD JAS SAWAD OSP 7) Pair trade (Long INTUCH/Short ADVANC) หลังส่วนลดต่อ NAV ปรับขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 1 ปีที่ 27% เทียบค่าเฉลี่ยในอดีตที่ 15%

**แนะนำ Take profit SUPEREIF, COM7 และ Cut loss PTT เพราะได้รับผลลบจากสงครามการค้าสหรัฐฯจีนที่บานปลาย และการนำ PTTOR เข้าตลาดหลักทรัพย์อาจล่าช้ากว่าคาด

ติดตามตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญสัปดาห์นี้ วันจันทร์ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนสหรัฐฯ(คาด+1% mom), วันอังคารดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐฯส.ค. (คาด130 จุดลดลงจากก.ค.ที่136 จุด) และผู้ตรวจการแผ่นดินชี้ขาดกรณีนายกถวายสัตย์ไม่ครบ, วันพุธงานThailand focus (28-30 ส.ค.) และสต๊อกน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ, วันศุกร์ติดตามตัวเลขเศรษฐกิจของธปท., BOI เตรียมเสนอมาตรการส่งเสริมการลงทุนชุดใหม่เพื่อดึงต่างชาติย้ายฐานมาไทยต่อ ครม. ช่วงสุดสัปดาห์ติดตามตัวเลข PMI อุตสาหกรรมของจีน(คาด49.6)

รายงาน : ธิดารัตน์ เห็นพร้อม
อย่าลืมกดถูกใจ(Like) Facebook : ทันหุ้น
กดติดตาม (subscribe)Youtube : thunhoon
www.thunhoon.com