ภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Economic Recession) คืออะไร

ในช่วงสิบปีที่ผ่านมาภานหลังวิกฤตซัมไพร์มในปี 2008 ธนาคารกลางสหรัฐฯมีการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบทำให้เศรษฐกิจมีสภาพคล่องหมุนเวียนในระบบมากขึ้นและเศรษฐกิจก็เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งช่วงปี 2017 ที่สหรัฐฯมีการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของนายโดนัลด์ ทรัมป์ กระทั่งในปี 2018 ที่เกิดสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ รวมทั้งธนาคารกลางมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอย่างรวดเร็วทำให้หลายคนเริ่มมีความกังวลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในช่วงปี 2019 ถึงการเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) หลังจากตลาดการเงินเริ่มมีการส่งสัญญาณอย่าง Flattening yield curve

ความกังวลต่อการเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย หนุนให้เราสร้างพอร์ตที่มีความเสี่ยงต่ำหรือมั่นคงเพิ่มขึ้น (portfolio resilience)

กลยุทธ์การลงทุน เรายังคงแนะนำสร้างพอร์ตที่เป็น Defensive และให้ถือเงินสดไว้บางส่วน รอจังหวะซื้อสะสมในยามตลาดร่วงแรงเกินพื้นฐาน

เราชอบหุ้นที่อยู่ในอุตสาหกรรมหรือธุรกิจที่มีความเสี่ยงต่ำ กระแสเงินสดมั่นคงและมีศักยภาพในการเติบโตในอนาคต อย่างกลุ่มสื่อสาร กลุ่มสินเชื่อรายย่อย และกลุ่มไฟฟ้า

หุ้นแนะนำจะส่วนกระแส หรือ ทัดทานต่อภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวได้น่าจะเป็น ADVANC TRUE* (กระแสเงินสดดีมั่งคง มีปันผล)GULF RATCH EA (ธุรกิจมีความเสี่ยงต่ำ ได้รับการส่งเสิรมจากภาครัฐและมีโอกาสเติบโตสูง) MTC และ SAWAD (เจ้าพ่อเงินกู้รายย่อยที่มี Margin สูงและเติบโตได้ดีไม่สนเศรฐกิจ) DIF* JASIF* และ TFIF* (มั่นคงพร้อมปันผลดี) และหุ้นที่มีปัจจัยเฉพาะตัวอย่าง COM7(อยู่ในธุรกิจ Tech- Retail ที่เติบโตดี)

โดยสัญญาณดังกล่าว นักลงทุนมักจะใช้เป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้า (Early warning) สามารถพยากรณ์การเติบโตเศรษฐกิจในอนาคต คือ การกลับตัวของเส้นผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (ผลต่างของผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลตัวยาวลบกับผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลตัวสั้นต่ำกว่า 0)

ตัวอย่างดัชนีชี้นำสามารถบ่งบอกสภาวะเศรษฐถดถอยประกอบไปด้วย

1.ตลาดแรงงาน

1.1 การปรับตัวสูงขึ้นของอัตราการว่างงานในช่วง 3 เดือนก่อนหน้า

1.2 Initial jobless

2.claimsInverted Yield Curve

3.การปรับตัวลงของ asset prices