โรคเลื่อนกดรับเหมา! SEAFCOลั่นรับผลดี แนะพิเคราะห์ถ่องแท้

ทันหุ้น- รับเหมาดิ่งแรงไม่หยุด เปิดเหตุห่วงงานเลื่อนกดแบ็คล็อคลด -มาร์จิ้นต่ำ ขณะ PPP ต้องลุ้น ด้าน SEAFCO ระบุต้นแบ็คล็อคเอกชนพรึบ แถมยังมีงานต่อเนื่อง ชี้การเลื่อนส่งผลดีบริษัทที่จะได้ทยอยทำงาน มั่นใจปีนี้เกินเป้า

นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด เปิดเผยว่าสถานการณ์หุ้นกลุ่มรับเหมาที่ร่วงลงมาแรง นั้นเกิดจากทั้งประเด็นภายในและภายนอก โดยในส่วนภายในนั้นจะพบว่า มาร์จิ้น ไตรมาส 2 ของผู้รับเหมารายใหญ่ออกมาค่อนข้างต่ำ กดกำไร

ขณะที่ปัจจัยภายนอกคือ การที่ พ.ร.บ.งบประมาณ ที่ถูกเลื่อนออกไปปีหน้า ทำให้เกิดความกังวลถึงงบลงทุน ส่วนโครงการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) นั้นก็ยังไม่มีการออกมาอย่างเป็นรูปธรรม ประกอบกับหุ้นรับเหมาถูกเก็งกำไรจากการเลือกตั้งจนขึ้นมาสูงก่อนหน้านี้ จึงทำให้มีแรงเทขายออกมาค่อนข้างมาก ส่วนการประมูลทางด่วนที่ผ่านมาก็มีการประมูลราคาที่ต่ำกว่าราคากลางมาก ด้วยภาวะดังกล่าวจึงแนะนำให้เลื่อนการลงทุนในหุ้นกลุ่มรับเหมาไปก่อน

ด้านนางวชิราลักษณ์ แสงเลิศศิลปชัย รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์เอเชีย เวลท์ จำกัด  เปิดเผยว่า ตอนนี้หุ้นกลุ่มรับเหมาเข้าสู่ภาวะขาลงอย่างชัดเจน หลังจากงานรถไฟสายสีส้ม และ โครงการรันเวย์ 3 สนามบินสุวรรณภูมิ ถูกเลื่อนออกไป ขณะที่โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ ที่ตามสายสีส้มก็ยังไม่รู้ว่าจะประมูลเมื่อไหร่ ดังนั้นทำให้มีความเป็นห่วงด้านแบ็คล็อค โดยเฉพาะบริษัทรับเหมาที่เหลือแบ็คล็อคไม่มาก

ประกอบกับผลงานของรับเหมาขนาดใหญ่ที่ออกมาในไตรมาส 2 ไม่ค่อยดี จากมาร์จิ้นที่ลดลง อาทิ STEC ที่ได้มีการเร่งสร้างโครงการรัฐสภาซึ่งเป็นโครงการที่ขาดทุนอยู่แล้ว ทำให้กดกำไร โดยมีกำไรขั้นต้นเพียง 5%  เท่านั้น ขณะที่ CK เอง ก็ได้รายได้มาจากกำไรพิเศษจากการขาย TTW เป็นส่วนใหญ่ แม้จะมีกำไรขั้นต้นราว 8% แต่ก็เป็นการรวมกับบริษัทลูกอย่าง BEM  ด้วยทิศทางที่ยังไม่ดีแนะนำตัดขาดทุนไปก่อนและรอดูสถานการณ์มากกว่า

@งานเลื่อนดีต่อSEAFCO

นายณรงค์ ทัศนนิพันธ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ซีฟโก้ จำกัด (มหาชน) หรือ SEAFCO เปิดเผยว่า งานภาครัฐที่เลื่อนออกไป นับเป็นผลดีกับบริษัทในฐานะผู้รับหมาเสาเข็มเจาะและฐานราก เนื่องจากมีแบ็คล็อคที่สูงมากถึง 2,300 ล้านบาท และมีมาร์เก็ตแชร์ที่สูงถึง 34% อยู่แล้ว จะได้ทยอยทำงานได้อย่างต่อเนื่อง โดยที่ไม่ต้องเร่งประมูลงานใหม่เข้ามาจนมากเกินไป โดยสาเหตุที่มีแบ็คล็อคสูงเนื่องจากได้รับงานเอกชนรายใหญ่ค่อนข้างมาก มีสัดส่วนภาคเอกชนราว 60% และยังคงเดินหน้าในประมูลงานจากเอกชนรายใหญ่ต่อเนื่อง  โดยภาคเอกชนขนาดใหญ่ยังคงมีงานก่อสร้างอาคารสูง หรือ มิกซ์ยูส อย่างต่อเนื่อง โดยได้เข้าเสนอราคาแล้ว 2-3 หมื่นล้านบาท ซึ่งตามส่วนแบ่งทางการตลาดจะได้รับงานราว 30%