GULF โมเดลนอกลู่ไฟฟ้า ต้นทุนต่ำดันผลตอบแทน

ทันหุ้น—GULF เปิดเหตุ รุกขยายฐานงานโครงสร้างพื้นฐาน ชี้มีจุดเด่นศักยภาพจัดหา EPC ได้ถูก – พร้อมจัดหาแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ หนุนโอกาสเข้ารับงานต่อเนื่อง ช่วยสร้างกำไรสม่ำเสมอ วางแนวทางผลตอบแทนต้องดี ด้านธุรกิจหลักพลังงานยังเติบโตดี ศึกษาลงทุนโครงการในเวียดนาม โอมาน

นางสาวยุพาพิน วังวิวัฒน์ กรรมการบริหาร บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จากัด (มหาชน) หรือ GULFเปิดเผยว่า สำหรับแนวทางในการขยายธุรกิจของบริษัท ยังคงมุ่งเน้นการลงทุนในธุรกิจพลังงานไฟฟ้าเป็นหลัก  แต่ก็มองโอกาสในการเข้าลงทุนธุรกิจอื่นด้วย ที่จะให้ผลตอบแทนที่ดีแก่บริษัทอย่างต่อเนื่อง อย่างเช่น การขยายธุรกิจเข้าไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ได้แก่ โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง(มอเตอร์เวย์)  สายบางปะอิน-นครราชสีมา(M6) และสายบางใหญ่-กาญจนบุรี (M8) ผ่านกิจการร่วมค้ากิจการร่วมค้า บีจีเอสอาร์ หรือ BGSR

ซึ่งประกอบด้วยบริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS ถือหุ้น 40%, GULF ถือหุ้น 40%, บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น จำกัด(มหาชน) หรือ STEC ถือหุ้น 10% และ บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ RATCH ถือหุ้น 10% ทั้งนี้โครงการดังกล่าวได้ประกาศผลการเปิดซองการประมูลและพบว่ากิจการร่วมค้า BGSR เป็นผู้ยื่นเสนอด้านราคาต่ำที่สุดทั้งสองสาย จากนี้ต้องรอตรวจสอบความเรียบร้อยของเอกสารและความเป็นไปได้ของข้อเสนอคาดว่าจะได้ข้อสรุปได้ภายในสิ้นเดือนสิงหาคมนี้

*ต้นทุนต่ำดันIRR

ทั้งนี้บริษัทมีศักยภาพในการเข้าดำเนินการในโครงการพื้นฐาน เนื่องจากมีความสามารถในด้านการจัดหาผู้ดำเนินโครงการแบบงานวิศวกรรม-จัดหา-ก่อสร้าง (EPC) ในราคาที่ดี ทำให้มีการบริหารด้านต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ  รวมไปถึงศักยภาพในการจัดหาแหล่งเงินทุนได้ในระดับต่ำ และสามารถประหยัดต้นทุนจากระบบเทคโนโลยีที่นำมาใช้จะเป็นระบบ free flow ขาเข้าทั้งหมดไม่ต้องใช้คนมาดำเนินการมากนัก จึงทำให้ ประหยัด ค่า บำรุงรักษา (O&M) ด้วย

ดังนั้นจึงมีความมั่นใจในศักยภาพที่บริษัทมี เทียบกับการเสนอราคาประมูลแม้ว่าจะต่ำกว่าราคากลางค่อนข้างมาก เชื่อว่าโครงการดังกล่าวจะสามารถสร้างผลตอบแทนในระดับที่ดี ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของบริษัทที่ต้องการขยายฐานรายได้และรองรับการเติบโตของกำไรสุทธิอย่างสม่ำเสมอ

*ไม่หยุดขยายไฟฟ้า

นอกจากนี้บริษัทยังมีความสนใจเข้าลงทุนโครงการพัฒนาท่าเรือมาบตาพุด เฟส 3 และโครงการท่าเรือแหลมฉบัง เฟส 3 ซึ่งทั้งสองโครงการยังอยู่ระหว่างการเจรจา ส่วนแนวทางในการขยายธุรกิจพลังงานปัจจุบันมีศึกษาเข้าไปลงทุนโครงการใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะโครงการในต่างประเทศ อย่างเช่น ในประเทศเวียดนาม และประเทศโอมาน ซึ่งจะต้องมีการพิจารณาทั้งในด้านของผลตอบแทน,ความเสี่ยงและสถานที่ตั้งเป็นต้น

ขณะที่บริษัท หลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุถึงGULF ว่า สำหรับโครงการใหม่ที่ชนะประมูลคือ O&M มอร์เตอร์เวย์ ซองที่ 2 บริษัทประกาศชนะประมูลโครงการ O&M มอร์เตอร์เวย์ (อายุสัญญา 30 ปี) สายบางปะอิน-นครราชสีมา (มูลค่าโครงการ 3.3 หมื่นล้านบาท) และสายบางใหญ่-กาญจนบุรี (2.8 หมื่นล้านบาท) ในการเปิดซองที่ 2 ซึ่งเป็นการประกวดราคาค่าตอบแทน โดยราคาที่เสนอไปต่ำกว่าราคากลางราว 35% ขั้นตอนต่อไปต้องรอคณะกรรมการศึกษาความเป็นไปได้ก่อนที่จะเปิดซองที่ 3 (ข้อเสนอเพิ่มเติมอื่นๆ) และยื่นให้ ครม. อนุมัติ คาดแล้วเสร็จในไตรมาส 4/2562

*กำไรยังเติบโตได้ดี

ทั้งนี้ฝ่ายวิจัยมีมุมมองเป็นบวกเล็กน้อยจากโครงการใหม่ (O&M) และยังคงประมาณการกำไรปกติปี 2562-2563 มี อย่างไรก็ตามผลตอบแทนจากโครงการดังกล่าวคาดไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มต่อบริษัทอย่างมีนัยสำคัญ ในขณะที่ความคืบหน้าของโครงการอื่นๆยังอยู่ในกรอบเวลาที่ consensus คาด   ทั้งนี้ยังคงประมาณการกำไรปกติปี 2562ที่ 3.5  พันล้านบาท (เติบโต 25% จากปีก่อน) พร้อมแนวโน้มครึ่งปีหลัง2562 ยังทรงตัวจากครึ่งปีแรก แม้มีโครงการใหม่ทยอย COD ในครึ่งปีแรก  แต่ถูกหักล้างด้วยการซ่อมบำรุงที่มากขึ้น และคงประมาณการกำไรปกติปี 2563 ที่ 4.7  พันล้านบาท เติบโต 34%

สำหรับมุมมองนักลงทุนรายใหญ่ ต่อหุ้น GULF เป็นหุ้นมีการเติบโตจากโครงการที่ดำเนินการอยู่หลายโครงการ แต่ปัจจุบันราคาหุ้นก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นในระดับสูง จากมุมมองความคาดหวังในโครงการอนาคตไปแล้ว แต่ในด้านภาพเทคนิคราคาหุ้นก็ปรับตัวสูงขึ้นทำ All time high ไม่มีแนวต้าน อาจมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ แต่ก็ต้องพิจารณาในการลงทุนด้วยตัวเอง