โอกาสหรือกับดักอยู่ที่ใครรู้มากกว่ากัน?

การได้เห็นหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าที่พากันวิ่งนำตลาดกันแทบทุกตัว นำโดย GULF GPSC BGRIM EA หลังกระทรวงพลังงาน เตรียมเสนอให้ปรับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ พ.ศ.2561-2580 (PDP2018) เพื่อให้มีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนมากขึ้นจากเดิมที่กำหนดสัดส่วน 30% ของพลังงานทั้งหมด และการปรับแผนต้องอยู่บนพื้นฐานราคาค่าไฟฟ้าที่จะต้องถูกลง จากเดิมที่กำหนดไว้เฉลี่ยที่ 3.576 บาท/หน่วย โดยจะมีการเสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่คาดว่าจะมีขึ้นในช่วงกลางเดือน ก.ย.นี้

ทุกวันนี้เราต้องยอมรับครับว่า การใช้พลังงานไฟฟ้าของประเทศไทยเรานั้น ยังมีเพิ่มมากขึ้นทุกๆปีตามการเจริญเติบโตของประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งที่ภาครัฐในทุกๆรัฐบาลให้ความสำคัญ และ เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศอย่างยั่งยืน ทั้งการซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้าน การสนับสนุนให้ภาคเอกชนมีการลงทุนในพลังงานทดแทนรูปแบบต่างๆ อย่างพลังงานจากแสงอาทิตย์ พลังงานจากลม พลังงานจากชีวมวล และพลังงานจากขยะ เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในอนาคตนั่นเอง

ขณะที่ภาพที่เราได้เห็นการขายหุ้นออกมาต่อเนื่องของนักลงทุนต่างชาติในหุ้นขนาดใหญ่ สร้างความกังวลให้กับนักลงทุนทั่วไปอยู่ไม่น้อย แต่อย่างที่เคยเรียนบอกไปตลาดหุ้นไทยยังมีพื้นฐานที่แข็งแกร่งและยังให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า นอกจากนี้ด้วยจำนวนหุ้นไทยที่นักลงทุนต่างชาติถือครองอยู่ในขณะนี้นั้น ยังไม่มากหลังจากขายมาต่อเนื่องหลายปี เพิ่งจะเข้ามาซื้อเมื่อเร็วๆนี้เองและหากเทียบจากในอดีตที่ต่างชาติถือครองหุ้นไทยยังต่างกันลิบลับ ดังนั้นหากต่างชาติจะขายหุ้นไทยที่ถืออยู่ในขณะนี้ทั้งหมด ตลาดหุ้นไทยก็ยังไม่น่าจะทรุดลงแรงเหมือนเช่นอดีตที่ผ่านมา เพราะสภาพคล่องภายในประเทศยังมีอยู่อีกมากที่พร้อมจะช้อนรับซื้อหุ้นที่ต่างชาติเทขายออกมาเช่นกัน

สถานการณ์แบบนี้จึงเป็นจุดวัดใจของนักลงทุนว่าจะแข็งแกร่งเพียงใด หากใครมองว่าเป็นโอกาสในการลงทุน ที่จะเข้าซื้อสะสมหุ้นเก็บเข้าพอร์ตก็สามารถทำได้ หากใครมองว่ายังมีความไม่มั่นใจต่อสถานการณ์แบบนี้ กล้าๆกลัวๆ ก็ถอยออกมารอดูจนกว่าสถานการณ์จะมีความชัดเจน เพราะหากเข้าไปร่วมพัวพันด้วยคงสร้างความเสียหายมากกว่ากำไรเป็นแน่ครับ

อย่างไรก็ตาม เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าการลงทุนทุกรูปแบบ ล้วนต้องมีการบริโภคข้อมูลข่าวสาร มีการแลกเปลี่ยนกันตลอดเวลา จำเป็นที่เราจะต้องเข้าใจ ศึกษา วิเคราะห์ คาดการถึงการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตให้ได้ทั้งในภาพรวมและตัวหุ้นที่เราสนใจบนเหตุและผลที่ถูกต้อง ย่อมจะสร้างให้เกิดทักษะ ความมั่นใจ การตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง ถูกจังหวะ ว่าจังหวะไหนควรสู้หรือเป็นโอกาส  จังหวะไหนที่ควรถอยฉากเก็บอาวุธเฝ้ารอเตรียมความพร้อมเมื่อตลาดเปลี่ยนเป็นจังหวะที่จะเข้าตะลุมบอนได้

เพราะฉะนั้นไม่ว่าสถานการณ์ของตลาดหุ้นไทยจะเป็นอย่างไรก็คงอยู่ที่มุมมองของนักลงทุนแต่ละคนครับว่าจะมองแบบไหน ดีก็สู้ ไม่ดีก็ถอย แต่อย่างไรก็ตามทุกสิ่งทุกอย่างในการลงทุนต้องเกิดจากการเรียนรู้ด้วยตัวของเราเอง ตัดสินใจด้วยตนเองจึงจะประสบความสำเร็จสรุปว่าโอกาสหรือกับดักอยู่ที่ใครรู้มากกว่ากันเท่านั้นเอง โชคดีครับ