กลุ่มพลังงาน-ปิโตรฯ โบรกฯ ชี้ 2H/62 ยังเปราะบาง แต่ราคาหุ้นหลายตัวลงมาน่าสนใจ แนะเล่นสั้น

บล.หยวนต้า (ประเทศไทย ) จำกัด สแกน กลุ่มพลังงาน และปิโตรเคมี ระบุ 3 เหตุผล คงน้ำหนักการลงทุน “เท่ากับตลาด” 1) กลุ่มฯ รายงานกำไรปกติ 5.7 หมื่นล้านบาท (-7% QoQ, -30% YoY) อ่อนแอ และต่ำสุดในรอบ 11 ไตรมาส จากราคาปิโตรเลียม-ปิโตรเคมีหดตัวแทบทุกผลิตภัณฑ์, ขาดทุนสต็อก, และค่าใช้จ่ายพิเศษจากกฎหมายแรงงาน 2) แนวโน้มครึ่งปีหลัง 2562 กลุ่มต้นน้ำ-ปิโตรเคมีถูกกดดันจากภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว และกำลังผลิตใหม่ ส่วนกลุ่มโรงกลั่นที่มีประเด็นบวกจากมาตรการ IMO อาจถูกชดเชยด้วยขาดทุนสต็อก และแผนปิดซ่อมบำรุง 3) อย่างไรก็ตาม Valuation หุ้นหลายตัวอยู่ระดับต่ำโดยเฉพาะกลุ่มปลายน้ำที่ซื้อขายบน P/BV ที่มีส่วนลด-1SD ถึง -2SD นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้อาจหาจังหวะ TRADING รอบสั้นเพื่อหวังผลตอบแทน 5-10% ในหุ้น IRPC PTTGC TOP แต่เพิ่มความระมัดระวังหุ้นพลังงานต้นน้ำ PTTEP

กลุ่มพลังงาน และปิโตรเคมี 9 บริษัทที่เราศึกษา (ไม่รวมโรงไฟฟ้า) รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 2/2562 ที่ 5.2 หมื่นล้านบาท (-27%QoQ,-36% YoY) หดตัว QoQ, YoY ทุกบริษัทฯ (ยกเว้น PTTEP และ IRPC) สาเหตุหลักจาก 1) ราคาปิโตรเลียม-ปิโตรเคมีปรับตัวลง YoY แทบทุกผลิตภัณฑ์ กดดันจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัวและสงครามการค้า 2) การปิดซ่อมบำรุงของ TOP และ PTTGC 3) ขาดทุนสต็อกรวม 8.9 พันล้านบาท เทียบกับไตรมาส 1/2562 และ ไตรมาส 2/2561 ที่มีกำไรสต็อกน้ำมัน 9.0 พันล้านบาท และ 17.4 พันล้านบาท ตามลำดับ 4) ค่าใช้จ่ายผลประโยชน์พนักงานตามกฎหมายแรงงานใหม่รวม 8.3 พันล้านบาท หากนับเฉพาะกำไรปกติกลุ่มฯ ทำได้ 5.7 หมื่นล้านบาท (-7% QoQ, -30% YoY) ต่ำสุดในรอบ 11 ไตรมาส

สำหรับไตรมาส 2/2562 ส่วนใหญ่ทำได้ใกล้เคียง-ต่ำกว่าคาด บริษัทที่มีผลประกอบการดีที่สุดคือ PTTEP กำไรขยายตัวทั้ง QoQ และ YoY เพราะ1) ปริมาณขายเพิ่มขึ้นตามสัดส่วนในแหล่งบงกช2) ราคาก๊าซ(ผลิตภัณฑ์หลัก 70%) ปรับตัวขึ้น และ 3) ประโยชน์ทางภาษีจากเงินบาทแข็งค่า 2.7 พันล้านบาท ส่วนบริษัทที่มีผลประกอบการอ่อนแอที่สุด คือ BANPU กดดันจากราคาถ่านหินที่ลดลง สวนทางต้นทุนผลิตที่สูงขึ้น และมีขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนจำนวนมากและ SPRC พลิกเป็นขาดทุนจากค่าการกลั่นที่ลดลง สวนทางค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นมาก และมีขาดทุนสต็อกน้ำมัน

**ครึ่งปีหลังโรงกลั่นเด่นสุดแต่มีความเสี่ยงขาดทุนสต็อก
เราคาดภาวะอุตสาหกรรมกลุ่มฯ ช่วงครึ่งปีหลัง 2562 จะยังถูกกดดันจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว, สงครามการค้าที่ยังไม่ได้ข้อสรุป, และกำลังผลิตใหม่ของปิโตรเคมีทยอยเข้าสู่ตลาด ทำให้ราคาน้ำมันดิบ ราคาถ่านหิน ส่วนต่างราคาปิโตรเคมีมีทิศทางอ่อนแอ ขณะที่ประเด็นบวกจากมาตรการ IMO ของกลุ่มโรงกลั่นอาจถูกชดเชยด้วยแผนปิดซ่อมบำรุงใหญ่ของ TOP PTTGC ESSO SPRC (IRPC BCP มีปิดซ่อมย่อย) และโอกาสขาดทุนสต็อกน้ำมัน ส่งผลให้ภาพรวมผลการดำเนินงานครึ่งปีหลัง 2562 ยังไม่สดใส เราคงประมาณการกำไรปกติกลุ่มฯ ปี 2562-2563 ที่ 2.5 แสนล้านบาท (-20% YoY) และ 2.9 แสนล้านบาท (+12% YoY)

**แนะนำ TRADING ระยะสั้น IRPC PTTGC TOP…เพิ่มความระมัดระวัง PTTEP
หากนับจากต้นปี 2562 ราคาหุ้นกลุ่มพลังงาน-ปิโตรเคมีปรับตัวลงเฉลี่ย -15% YTD สวนทาง SET ที่ +5% จนราคาหุ้นหลายตัวซื้อขายบน P/BV ที่มีส่วนลดจากค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปีที่ -1SD ถึง -2SD (ยกเว้น PTTEP) ถือว่า Downside จำกัด เชิงพื้นฐานเราคงน้ำหนักการลงทุนกลุ่มฯ “เท่ากับตลาด” นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้อาจหาจังหวะ TRADING ระยะสั้นหุ้นโรงกลั่น เช่น IRPC PTTGC TOP เพื่อหวังผลตอบแทน 5-10% ทั้งนี้ เราแนะนำให้เพิ่มความระมัดระวังหุ้น PTTEP ที่ราคาหุ้นYTD Outperform กลุ่มฯ, Valuation สูงกว่าคู่แข่ง, และราคาน้ำมันมีแนวโน้มชะลอลงในครึงปีหลัง 2562

**ด้านความเสี่ยงที่ต้องติดตาม คือ ราคาปิโตรเลียม-ปิโตรเคมี, เศรษฐกิจโลก, อัตราแลกเปลี่ยน, นโยบายพลังงาน,สงครามการค้า, และปิดซ่อมนอกแผน

 

รายงาน : ธิดารัตน์ เห็นพร้อม
อย่าลืมกดถูกใจ(Like) Facebook : ทันหุ้น
กดติดตาม (subscribe)Youtube : thunhoon
www.thunhoon.com