ส่งออกก.ค.พลิกสูงรอบ5ด. HANA- KCE- DELTAฟื้น

ทันหุ้น- เซอร์ไพรส์ส่งออกกรกฎาคมพลิกฟื้นเกินคาดที่ แถมสูงสุดรอบ 5 เดือนที่ 4.3% ไทยรับโชคสงครามการค้าออเดอร์ สหรัฐ-จีน เข้า พาณิชย์ เชื่อครึ่งปีหลัง ส่งออกบวกได้หวังไม่ติดลบ ส่องหุ้นน่าสนใจ พบ อิเล็กทรอนิกส์ แม้จะติดลบ แต่ผ่านจุดต่ำสุดเห็นสัญญาณฟื้นกลับแล้ว ชี้ HANA- KCE- DELTA – SVI น่าสน ขณะสินค้าเกาตรไก่ CPF และ GFPT ยังเป็นพระเอก

สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ แถลงตัวเลขการส่งออกของไทยเดือนกรกฎาคม 2562 มีมูลค่า 21,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ กลับมาขยายตัวที่ 4.3% จากที่เดินมิถุนายนติดลบ 2.1% อย่างไรก็ดีเมื่อหักการส่งออกทองคำออกไปจะพบว่า การส่งออกหดตัวเหลือ -0.4% จากเดือนมิถุนายนที่การส่งออกหักทองคำติดลบ -10%  ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 21,094.6 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัว 1.67% เกินดุลการค้า 110.4 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

ทั้งนี้ส่งผลให้ช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-ก.ค.62) การส่งออกมีมูลค่ารวม 144,175.6 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หดตัว -1.91% ส่วนการนำเข้ามีมูลค่ารวม 140,122.1 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หดตัว -1.81% แต่ยังเกินดุลการค้า 4,053.6 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

@ส่งออกบวกสูงสุดรอบ 5 ด.

นางสาว พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการ สนค. กล่าวว่า การส่งออกของไทยในเดือน ก.ค.62 ที่ขยายตัว 4.28% นั้นถือว่าเป็นการกลับมาขยายตัวเป็นบวกครั้งแรกและสูงสุดในรอบ 5 เดือน นับตั้งแต่เดือน ก.พ.62 ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากส่งออกทองคำที่ขยายในระดับสูงจากความต้องการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยในตลาดโลก

ส่วนผลกระทบจากสงครามการค้าเริ่มลดลงจากการเร่งดำเนินนโยบายที่เอื้อต่อการส่งออกอย่างเป็นรูปธรรม ประกอบกับการส่งออกสินค้าศักยภาพใหม่ไปยังตลาดสหรัฐฯ ซึ่งเป็นการส่งออกที่ทดแทนสินค้าจากจีนมีการเติบโตได้ค่อนข้างดี แต่ทั้งนี้การส่งออกสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมันยังคงชะลอตัวจากปัจจัยด้านราคาเป็นหลัก

โดยการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรในเดือน ก.ค.นี้กลับมาขยายตัวได้ 1.4% โดยสินค้าเกษตรสำคัญที่ขยายตัวได้ดี ได้แก่ ผักผลไม้แช่เย็น แช่แข็ง กระป๋องและแปรรูป, ยางพารา, ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง, ไก่สดแช่แข็งและแปรรูป, กุ้งสดแช่แข็งและแปรรูป เป็นต้น ในขณะที่การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมที่ขยายตัว ได้แก่ ทองคำ อัญมณีและเครื่องประดับ, เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว, เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ

น.ส.พิมพ์ชนก กล่าวว่า หากพิจารณาถึงผลกระทบจากสงครามการค้าต่อการส่งออกไทยในเดือน ก.ค.นี้ พบว่า  สินค้าไทยที่สามารถเข้าไปทดแทนสินค้าจีนในตลาดสหรัฐได้เพิ่มขึ้น 12% หรือเป็นผลบวกต่อการส่งออก 202 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยสินค้าที่ส่งออกเพิ่มขึ้น ได้แก่ ของใช้ในบ้านและสำนักงาน เพิ่มขึ้น 50.4%, ยานพาหนะและส่วนประกอบ เพิ่มขึ้น 31.7% เครื่องใช้ไฟฟ้า เพิ่มขึ้น 22.5% อาหารทะเลแช่แข็ง เพิ่มขึ้น 25.3% ขณะที่การส่งออกสินค้าที่ได้รับผลจากห่วงโซ่อุปทานจีน ส่งออกเพิ่มขึ้น 2% หรือเป็นผลบวกต่อการส่งออก 43.3 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยสินค้าที่ส่งออกได้เพิ่มขึ้น เช่น ยานพาหนะและส่วนประกอบ เพิ่มขึ้น 79.5% อาหารปรุงแต่งและเครื่องดื่ม เพิ่มขึ้น 56% เครื่องจักรและส่วนประกอบ เพิ่มขึ้น 31.6% เครื่องไฟฟ้าและส่วนประกอบ เพิ่มขึ้น 7.8% เป็นต้น ทำให้ในภาพรวมแล้วในเดือน ก.ค.ไทยได้ประโยชน์จากสงครามการค้า 270 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

“กรณีสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน แม้ผู้ผลิต ผู้ส่งออกจะปรับตัวได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็ยังมีความไม่แน่นอนอีก ซึ่งยังมีสินค้าจีนในล็อตสุดท้ายที่ไม่รู้ว่าจะถูกขึ้นภาษีหรือไม่ ทรัมป์ factor อาจก่อความไม่แน่นอน ที่กังวลตอนนี้ แม้ไทยจะต่อสู้ได้ และขายสินค้าตัวอื่นทดแทนได้ แต่ก็ยังมีผลต่อเนื่องกับประเทศอื่นๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น เพราะทรัมป์คงไม่ได้หยุดแค่จีนประเทศเดียวเท่านั้น” ผู้อำนวยการ สนค.ระบุ

@หวังส่งออกปีนี้ไม่ติดลบ

สำหรับแนวโน้มการส่งออกไทยในช่วงที่เหลือของปีนี้ คาดว่าจะมีทิศทางที่ดีขึ้น โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการส่งออกสินค้าศักยภาพใหม่ที่หลากหลาย ทั้งสินค้าเกษตร, อาหาร, สินค้าไลฟ์สไตล์การท่องเที่ยว ซึ่งเมื่อร่วมกับแผนผลักดันการส่งออกของ กรอ.พาณิชย์ และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐในหลายประเทศ น่าจะส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจและการค้าโดยรวม และอาจทำให้การส่งออกในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้มีโอกาสกลับมาขยายตัวได้ ทั้งนี้ หากมูลค่าการส่งออกของไทยในช่วงที่เหลือของปีนี้ ทำได้ในระดับไม่ต่ำกว่า 21,750 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อเดือน ก็จะส่งผลให้การส่งออกทั้งปีนี้ไม่ติดลบ

นายมงคล พ่วงเภตรา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า การส่งออกของไทยที่ปรับตัวบวกได้ 4.3% นับว่าดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ว่าจะติดลบ 2-5% และเป็นการปรับตัวดีขึ้นมาครั้งแรกในรอบหลายเดือน แม้ว่าเมื่อตัดทองคำออกไปจะยังคงติดลบ 0.4% แต่เมื่อเทียบกับตัวเลขเดือนมิถุนายนที่ตัดทองคำออกไปติดลบ 10% นับว่าเป็นการปรับตัวดีขึ้นมาเกินคาด

ซึ่งเป็นผลมาจากการส่งออกสินค้าเกษตรหลายชนิดดีขึ้นมาก โดยเฉพาะ ไก่สด ที่จีนและญี่ปุ่นนำเข้าค่อนข้างมาก จากปัญหาโรคอหิวาแอฟฟริกัน โดยผู้ทีได้รับผลประโยชน์จากการที่จีนสั่งไก่เข้าคือ CPF ส่วนการที่ญี่ปุ่นขยายตัวคือ GFPT ส่วนยางพาราแม้การส่งออกโดยปริมาณจะติดลบ 2% แต่มูลค่าที่สูงขึ้นโดยขยายตัวประมาณ 9% จากคำสั่งซื้อของจีน อย่างไรก็ดีหุ้นเหล่านี้นักลงทุนได้รับรู้ไปบ้างแล้วจึงไม่ได้ปรับตัวขึ้นมาก

@อิเล็กทรอนิกส์ฟื้นแล้ว

ในฝั่งของสินค้าอุตสาหกรรมความน่าสนใจอยู่ที่กลุ่ม  อิเล็กทรอนิกส์ แม้การส่งออกโดยรวมยังติดลบ แต่ติดลบน้อยลงมากจาก 11% เหลือ 4% และเป็นการกลับตัวดีขึ้นครั้งแรกของกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ หลังจากที่ผ่านมาคือกลุ่มที่ถูกมองว่าได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า ทำให้มีการปรับตัวลงทั้งในส่วนของราคาและกำไรมากที่สุดในหุ้นส่งออก ทำให้มีความเสียงในการปรับตัวลดลงมาน้อยแล้ว

ดังนั้นเมื่อตัวเลขเริ่มมีการฟื้นตัว ก็จะช่วยให้นักลงทุนกล้าลงทุนมากขึ้น มองว่า สามารถเริ่มกลับมาทยอยซื้อในระยะยาวได้บ้าง แต่ต้องพิจารณาเดือนถัดไปด้วยว่าตัวเลข ติดลบน้อยลงหรือไม่ ซึ่งถ้ามีแนวโน้มดีต่อก็จะทำให้มูลค่ากลับคืนมาได้ สามารถที่จะเก็งกำไร KCE DELTA HANA และ SVI ได้ แต่ยัง ส่วนหุ้นที่เกี่ยวพันกับยานยนต์ยังไม่ได้มีทิศทางที่ฟื้นตัว จึงยังไม่ควรลงทุนในกลุ่มนี้

อย่างไรก็ดีนักลงทุนยังต้องติดตามสถานการณ์การเจรจาการค้าระหว่าง สหรัฐ-จีน ราคาน้ำมัน ปิโตรเคมีที่จะลดลงจะเป็นตัวถ่วงการส่งออก และค่าเงินบาทที่แข็งค่า ซึ่งถ้าแปลงกลับคืนมาก็จะลดลงประมาณ 5%