เมื่อกองทุนสวมบทพระเอกขี่ม้าขาว กับมาตรการกระตุ้น ศก. 3.16 แสนล้าน

ตลาดหุ้นบ้านเราเริ่มมีการขับเคลื่อนที่ดูดีขึ้น  ภายหลังกองทุนที่เล่นบทผู้ร้ายก่อนหน้ากลับตัวกลับใจมาเล่นบทพระเอก ที่ไล่ซื้อหุ้นอยู่อย่างต่อเนื่องในขณะนี้  แม้จะมีความไม่ค่อยจะเชื่อเท่าไหร่นักว่า อาจจะเปลี่ยนกลับไปเล่นบทผู้ร้ายขายทุบเททิ้งหุ้นอีกหรือไม่  ก็คงต้องดูกันต่อไป

แต่ที่คงต้องเฝ้าติดตามกันแบบไม่กระพริบตาก็บรรดานักลงทุนต่างชาติ ที่เล่นบทขายหุ้นไทยออกมาอีกระลอก หากไม่มีกองทุนพยุงเอาไว้ตลาดคงดูไม่จืด  แต่ก็มีนักวิเคราะห์ออกมาแสดงความคิดเห็นกันว่า การขายหุ้นออกมาของต่างชาติในครั้งนี้นั้นยังไม่น่าวิตกกังวลมากนัก เนื่องจากไม่ได้ขายหุ้นบ้านเราอย่างเดียว เพื่อนบ้านอย่าง อินโดนีเชีย ฟิลิปปินส์ หรือที่เรียกว่ากลุ่ม TIP ก็มีการขายหุ้นของนักลงทุนต่างชาติออกมาเช่นกัน และก็เป็นเรื่องปกติที่ต้องมีการขายออกมาบ้างหลังซื้อมาโดยตลอดก่อนหน้านี้

นอกจากนี้ก็เม็ดเงินเหล่านั้นก็ยังไม่ได้มีการเคลื่อนย้ายออกนอกประเทศไปแต่อย่างใด เป็นเพียงการขายเพื่อพักเงินเอาไว้ชั่วคราวเท่านั้น  แต่อาจจะเป็นเรื่องที่แปลกที่ค่าเงินบาทกลับแข็งค่าขึ้นแม้จะมีการขายหุ้นออกมา ซึ่งส่วนนี้ก็น่าจะเป็นการกลับเข้ามาซื้อพันธบัตรรัฐบาล หรือตราสารหนี้อื่นๆของต่างชาติที่มีการขายออกมาก่อนหน้านี้  เพราะฉะนั้นในเรื่องของกระแสเงินทุนต่างชาติในขณะนี้ที่จะออกจากบ้านเราไปเลยนั้นคงยังไม่ใช่

อย่างไรก็ตามยังมีปัจจัยที่ต้องติดตามที่จะส่งผลต่อทิศทางของเม็ดเงินเหล่านี้ ทั้งเรื่องสงครามการค้า การปรับลดดอกเบี้ยของ   เฟดช่วงที่เหลือของปีนี้ นโยบายผ่อนคลายทางการเงินของบรรดาธนาคารกลางต่างๆ และ ประเด็นการเมืองของฮ่องกง เป็นเรื่องที่เราต้องเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด

สำหรับการลงทุนในตลาดทุนไทยช่วงนี้นอกจากปัจจัยดังกล่าวที่ต้องติดตามแล้ว เรื่องมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลล่าสุด ที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติตามที่กระทรวงการคลังนำเสนอ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งภาคการท่องเที่ยว ภาคเกษตร และผู้มีรายได้น้อยผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยวงเงินสำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมสินเชื่อของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ รวมทั้งสิ้นประมาณ 316,000 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะช่วยกระตุ้น GDP ได้ประมาณ 0.5-0.6% น่าจะส่งผลให้หุ้นในกลุ่มที่คาดว่าจะได้ประโยชน์จากมาตรการดังกล่าวจะมีการขับเคลื่อนที่โดดเด่น

โดยนักวิเคราะห์มองว่า จากประเด็นความคาดหวังผลบวกจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในครั้งนี้ จะช่วยหนุนให้มีเงินหมุนเวียนเพิ่มขึ้นในระบบ อีกทั้งการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งนี้ ถือว่าน่าสนใจด้วยเม็ดเงินจำนวนที่สูง โดยภาครัฐตั้งเป้าว่า GDP ปีนี้จะต้องโตไม่ต่ำกว่า 3% หลังจากที่เศรษฐกิจไทยดูถดถอยลงอย่างเห็นได้ชัด ถือได้ว่าเป็นข่าวดีที่เข้ามาในยามที่ตลาดอยู่กับภาวะกดดันจากข่าวร้ายที่ฉุดดัชนีระดับ 1750 จุดให้ทรุดฮวบลดลงมา 1600 ภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ ซึ่งมาตรการครั้งนี้ส่วนใหญ่เน้นการกระตุ้นกำลังซื้อการบริโภคและภาคการท่องเที่ยวที่กำลังอ่อนแอ ซึ่งหุ้นกลุ่มที่ได้จะรับประโยชน์คือ ค้าปลีก ท่องเที่ยวและโรงแรม ได้แก่ CPALL, BJC, AOT, ERW  และ CENTEL เป็นต้น

สรุปแล้วการลงทุนช่วงนี้คงต้องติดตามพฤติกรรมการลงทุนของมือใหญ่อย่างกองทุนว่าจะเป็นพระเอกซื้อหุ้นต่อไป  แล้วต่างชาติจะพลิกบทมาเล่นเป็นผู้ร้ายหรือไม่  แต่ก็อยากให้เล่นบทพระเอกด้วยกันทั้งคู่รับรองบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นบ้านเราคงคึกคักวิ่งฉิวแน่  แต่ก็ไม่อยากให้เล่นบทผู้ร้ายด้วยกันทั้งคู่เมื่อนั้นคงไม่ต้องบอกว่าเราควรจะทำอย่างไรกันนะครับ คงจบไม่สวยแน่…