กำไร Q2/62 ของ mai ชะลอแต่ถึงเวลาซื้อหุ้นเล็กแล้ว

บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุ กำไรสุทธิไตรมาส Q2/62 ของบริษัทใน mai เพิ่มขึ้น +8.4% QoQ, +20.8% YoY ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการการบันทึกเงินชดเชยค่าคืนคลื่นของ NBC และ NEWS ถ้าหักออกจะทรุด QoQ, YoY ตามฤดูกาล เรามองว่ากำไรของ mai ผ่านจุดต่ำสุดปีนี้ไปแล้ว และเมื่อพิจารณาจากส่วนต่างมูลค่าทางบัญชีของ SET-mai และอัตราส่วนดัชนี SET/mai ที่ปรับตัวขึ้นใกล้จุดสูงสุดเดิม ซึ่งมักเป็นจุดหมุนให้ mai กลับมา Outperform SET ก็น่าจะถึงเวลาแล้วที่นักลงทุนควรกลับมามองหุ้นใน mai อีกครั้ง

ทั้งนี้หุ้น 9 ตัวที่เราแนะนำรอบสรุปงบ Q1/62 ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 8.4% มากกว่า mai และ SET ที่ให้ผลตอบแทน +0.8% และ -1.7% ตามลำดับรอบนี้เราใช้เกณฑ์ที่เข้มงวดขึ้นได้หุ้น 7 ตัวสำหรับการลงทุนใน 2 เดือนข้างหน้า คือ ARROW/ AUCT/ BOL/ JKN/ PDG/ TACC/ VL

**กำไรปกติ Q2/62 ของ mai ทรุดตามฤดูกาลแต่กลุ่มที่โตสวยคือการเงินและเทคโนโลยี
กำไรสุทธิ Q2/62 ของบริษัทในตลาด mai +8.4% QoQ,+20.8% YoY ทำจุดสูงสุดใหม่ที่ 2,075 ล้านบาท จากทั้งรายได้ที่โต +3% QoQ, +4% YoY อยู่ที่ 48,410 ล้านบาท และอัตรากำไรสุทธิที่ขยายตัวเป็น 4.3% จาก 4.1% ใน Q1/62 และ 3.7% ใน Q2/61 แต่ส่วนสำคัญมาจากการบันทึกค่าคืนคลื่นของ NBC และ NEWS รวมกันราว 1 พันล้านบาท ถ้าหักออก จะเหลือกำไรปกติ 1,075 ล้านบาท -44% QoQ, -37% YoY

กลุ่มอุตสาหกรรมที่กำไรสุทธิเติบโตทั้ง QoQ และ YoY ได้แก่ (1) กลุ่มการเงิน +454% QoQ, +81% YoY อยู่ที่ 264 ล้านบาท (2) กลุ่มเทคโนโลยี+44% QoQ, +55% YoY (3) กลุ่มบริการ +191% QoQ, +599% YoY อยู่ที่ 1,532 ล้านบาท (จากการคืนคลื่นของ NBC และ NEWS)

บริษัทที่กำไรสุทธิ Q2/62 โตแรงทั้ง QoQ และ YoYรวมถึงกำไรสุทธิครึ่งปีแรก 2562 มีการเติบโต YoYคือ AMA/ VCOM/ AU/ PDG/ ARROW/ TACC/ TNP/ ITEL/ CHAYO/ JUBILE/ NETBAY/ BOL/ TPCH

ส่วนบริษัทที่กำไรสุทธิ Q2/62 ลดลงแรงทั้ง QoQ และ YoY รวมถึงกำไรสุทธิครึ่งปีแรก 2562 ออกมาแย่ YoY คือ MOONG/ DOD/ XO/ MBAX/ PORT/ TMILL/ ICN/ FSMART

**Valuation ของ mai เมื่อเปรียบเทียบกับ SET แล้ว น่าสนใจกว่า Q1/62

เรายังคงใช้เกณฑ์เดิมในการพิจารณาความน่าสนใจสำหรับการลงทุนใน MAI คือ
(1) Spread PBV ของ mai-SETซึ่ง PBV ของ mai ในปัจจุบันอยู่ที่ 1.74 เท่า ต่ำกว่าของ SET ที่ 1.82 เท่า ทำให้ Spread PBV (นำ PBV ของ SETลบด้วย PBV ของ mai) เป็นบวก 3 ไตรมาสติดต่อกันที่ 0.08 เท่าถ้าย้อนไปในอดีตที่ PBV Spread เคยเป็นบวก คือ Q3/52-Q3/53 ราว 0.06 ถึง 0.13 เท่า ซึ่งเป็นช่วงที่ mai ทำจุดต่ำสุดของรอบแถว 230 จุด ก่อนจะขึ้นแรงกว่า 100% ในช่วงปี 2554-2555

(2) SET/mai Ratio หรืออัตราส่วนดัชนีระหว่าง SET/mai ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนว่าหุ้นใน SET โดยเฉลี่ยเคลื่อนไหว Outperform กว่า mai แต่ที่ระดับอัตราส่วนดัชนีปัจจุบันแถว 4.67 เท่า เริ่มเข้าใกล้เคียงจุดสูงสุดเดิมที่เคยทำไว้ที่ 4.71 เมื่อ ม.ค. 49 ซึ่งหลังจากนั้น maiพลิกกลับมา Outperform SET ตลอดปี 2550-2551 ถ้าพฤติกรรมของ SET และ mai ไม่เปลี่ยนจากอดีตมากนัก การปรับขึ้นของอัตราส่วนดัชนีในรอบนี้ อาจเป็นจุดหมุนสำคัญที่ทำให้หุ้นใน mai กลับมา Outperform หุ้นใน SET ได้

(3) มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน ของ mai เร่งตัวขึ้นมาอยู่ที่ 1,279 ล้านบาท ใน ก.ค. 62 ก่อนจะอ่อนตัวเหลือ 817 ล้านบาทใน ส.ค. 62 ซึ่งเมื่อเฉลี่ย 2 เดือนนี้จะคิดเป็น 1.6% ของมูลค่าการซื้อขายใน SET มากกว่าค่าเฉลี่ย YTD ที่1.4% สะท้อนว่าหุ้นใน mai เริ่มได้รับความสนใจจากตลาดมากขึ้น

ส่วนข้อสรุปที่ได้เมื่อวิเคราะห์ร่วมกับตัวแปรทางการเงินอื่นเราพบว่า mai มีอัตรากำไรสุทธิและ ROE ต่ำกว่า SET แต่บริหารความเสี่ยงทางการเงินที่วัดจาก D/E Ratio ได้ดีกว่า เราประเมินโดยภาพรวมว่า Downside การลงทุนใน mai เริ่มจำกัด และน่าจะได้เห็นหุ้นหลายตัวกลับมาฟื้นเด่นในครึ่งปีหลัง 2562

**บริษัทที่กำไรสุทธิครึ่งปีแรก 2562 มีสัดส่วนมากเมื่อเทียบกับทั้งปีก่อน จะได้รับความสนใจเป็นพิเศษ
การเลือกหุ้นใน Q1/62 ของเราเน้นไปที่กำไรสุทธิมีสัดส่วนเกิน 25% ของกำไรสุทธิที่ทำได้ทั้งปีก่อน และเป็นกลุ่มที่มีโมเมนตัมการเติบโตที่ดีใน Q2/62 ซึ่งได้แก่ ARROW/ BOL/ JKN/ JUBILE/ MGT/ PDG/ SPVI/ TACC/ TMI ได้ผลตอบแทนเฉลี่ยระหว่าง 6 มิ.ย. – 19 ส.ค. 62 ที่ +8.4% มากกว่า mai ที่ +0.8% และ SET ที่ -1.7%

สำหรับรอบนี้เราคัดเลือกเข้มงวดมากขึ้น คือ (1) กำไรสุทธิครึ่งปีแรก 2562 มีสัดส่วนที่มากเมื่อเทียบกับที่ทำได้ทั้งปีก่อน (2) กำไรสุทธิมีแนวโน้มโตดีต่อเนื่องในครึ่งปีหลัง 2562 (3) Current PER ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 3 ปีย้อนหลัง (4) ผลตอบแทนจากปันผลมากกว่าค่าเฉลี่ยของ mai(5) รายได้ส่วนใหญ่มาจากกำลังซื้อในประเทศเพื่อเลี่ยงผลกระทบจากสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีนซึ่งได้แก่ ARROW/ AUCT/ BOL/ JKN/ PDG/ TACC/ VL

อย่างไรก็ตาม ด้านความเสี่ยงหุ้นใน mai คือ สภาพคล่องต่ำ แนะนำให้ใช้ปัจจัยทางเทคนิคประกอบการซื้อขาย

 

รายงาน : ธิดารัตน์ เห็นพร้อม
อย่าลืมกดถูกใจ(Like) Facebook : ทันหุ้น
กดติดตาม (subscribe)Youtube : thunhoon
www.thunhoon.com