SET ยังไหวอยู่ SCBS คาดดัชนี 1620,1610 เป็นจุดรองรับได้ เพื่อฟื้นตัว ชู BTS-CHG เด่น

บล.ไทยพาณิชย์ ส่องมุมมองต่อตลาด SET กลับมาปรับตัวลง ซึ่งคาดเกิดจากแรงขายทำกำไร หลังดัชนีฟื้นตัวจากบริเวณ 1600 จุดก่อนหน้านี้ ขณะที่การรายงานตัวเลขส่งออกในวันนี้จะเป็นปัจจัยกดดันต่อ อย่างไรก็ตาม คาดว่าบริเวณแนวรับ 1620 และ 1610 จุด ตามลำดับ จะเป็นจุดรองรับได้ เพื่อกลับมาฟื้นตัว เนื่องจากมองปัจจัยกดดันหลักจากความตึงเครียดของสงครามการค้าคลายกังวลลง รวมถึงให้ติดตามการประชุม Jackson Hole ในช่วงปลายสัปดาห์ หากมีการส่งสัญญาณกระตุ้นเศรษฐกิจของเฟด จะเป็นปัจจัยหนุนตลาดหุ้นได้

กลยุทธ์การลงทุน: ซื้อถือ โดยแนะนำหุ้นได้ประโยชน์มาตรการกระตุ้นภาครัฐ ได้แก่ BJC, CPALL, M, AOT, CENTEL, MINT, ERW, LPN, PSH, SPALI หุ้นที่มีประเด็นหนุนเฉพาะตัว BEM และ BTS จากการที่มีโอกาสได้ขยายสัมปทาน หุ้นแนะนำประจำวัน ได้แก่ BTS และ CHG

ประเด็นหลัก

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงลง DJIA -0.66%, S&P500 -0.79%, Nasdaq -0.68% นักลงทุนขายทำกำไร ราคาทองคำปรับขึ้นและ Bond Yield ลดลง แต่ยังมีความหวังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยสื่อสหรัฐรายงานว่าทางการกำลังเตรียมแผนการลดภาษีเงินได้ แม้ภายหลังทางการได้ออกมาปฏิเสธ นอกจากนี้นักลงทุนยังให้น้ำหนักความคืบหน้าเจรจาการค้า รวมทั้งรายงานการประชุม Fed วันนี้ และการประชุมที่ Jackson Hole และ G7 ปลายสัปดาห์นี้, VIX Index ปิด +3.67%, MSCI Emerging Market ETF ปิด +0.23%, MSCI Thailand ETF ปิด -0.55%

ครม.ออกมาตรการกระตุ้นศก. คาดหนุน GDP เพิ่ม 0.5-0.6% โดยเห็นชอบกับมาตรการที่ครม.เศรษฐกิจได้นำเสนอไปก่อนหน้า คือ 1) กระตุ้นการบริโภค-การลงทุนในไทย-การท่องเที่ยวในประเทศ ยกเว้น ฟรีวีซ่าให้กับนักท่องเที่ยวจีนและอินเดีย เปลี่ยนเป็น ขยายเวลายกเว้นค่าธรรมเนียม VoA 2) ช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง 3) ช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย รวมเป็นเม็ดเงินกว่า 3.16 แสนลบ. ขณะที่ ม.หอการค้าไทย เสนอว่าควรมีมาตรการอื่นเสริม เช่น ประกันรายได้เกษตรกร, ช้อปช่วยชาติ ซึ่งคาดว่ากลุ่มค้าปลีกยังคงได้ประโยชน์

ภาคส่งออกยังไม่ฟื้น ระยะสั้นหลีกเลี่ยงหุ้นส่งออกชิ้นส่วนฯ วันนี้กระทรวงพาณิชย์จะรายงานตัวส่งออก-นำเข้าเดือน ก.ค. โดยคาดการส่งออกหดตัวเป็นเดือนที่ 5 ที่ -2.3%YoY (vs เดือน มิ.ย. -2.15%YoY) ส่วนการนำเข้าคาดหดตัวเป็นเดือนที่ 6 แต่ลดลงเหลือ -5.4%YoY (vs เดือน มิ.ย. -9.44%YoY) ผลจากสงครามการค้า ทั้งนี้ มีหลายหน่วยงานได้ปรับลดคาดการณ์ส่งออกปีนี้ลงเป็นหดตัว เช่น สศค. คาด -0.9%, สศช. คาด -1.2% รวมทั้ง ธปท.จะปรับลดในเดือนก.ย.นี้ นอกจากนี้ แนวโน้มเงินบาทที่ยังทรงตัว ทำให้กลุ่มส่งออก โดยเฉพาะชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ยังคงได้รับแรงกดดันต่อเนื่อง ระยะสั้นแนะนำหลีกเลี่ยงไปก่อน

CHG กำไรมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องตั้งแต่ 2H62-2563 แรงหนุนจากโรงพยาบาลเปิดใหม่มีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้น โดยคาดจะเห็นกำไรสุทธิสำหรับร.พ.จุฬารัตน์ 304 อินเตอร์ใน 3Q62 และร.พ.รวมแพทย์ฉะเชิงเทราใน 1Q63 ขณะที่ร.พ.แกนหลักอย่างจุฬารัตน์ 3 จะย้ายบริการผู้ป่วยประกันสังคมไปยังอาคารใหม่ในเดือนก.ย. และการปรับปรุงอาคารเดิมจะแล้วเสร็จใน 4Q62 เพื่อรองรับการให้บริการผู้ป่วยเงินสดที่คาดว่าจะเติบโตมากขึ้น โดยรวมคาดผลการดำเนินงาน 2H62 เติบโต 12% YoY และ 4% HoH และเติบโต 20% ในปี 2563 ขณะที่ราคาหุ้นยังต่ำกว่าจุดสูงสุดในปี 2561 อยู่ 17% จึงแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 2.7 บาท/หุ้น

BTS ได้ประโยชน์จาก Synergy กับ RS ผ่าน VGI โดย BTS ซื้อหุ้น 7% ของ RS ที่ 15 บาท/หุ้น มูลค่ารวม 1 พันลบ. เราประเมินว่าจะส่งผลบวกโดยตรงต่อ VGI และส่งผลบวกทางอ้อมต่อ BTS ที่ถือ VGI 65% ในการใช้ข้อมูลร่วมกันเนื่องจาก BTS มีข้อมูลลูกค้า 6 ล้านรายจาก Rabbit Line Pay (ส่วนใหญ่ในกรุงเทพฯ) ขณะที่ RS มีข้อมูลลูกค้า 1.2 ล้านราย (ส่วนใหญ่ในต่างจังหวัด) และ RS อาจจะใช้ VGI โฆษณาผลิตภัณฑ์ของบริษัท ขณะที่ความคืบหน้าสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวคาดได้ข้อสรุปเดือนก.ย. ทั้งยังมี upside เพิ่มเติมจากโครงการมอเตอร์เวย์สองสาย แนะนำ ซื้อ BTS ราคาเป้าหมาย 16 บาท

ต่างชาติขายหุ้นไทยติดต่อเป็นวันที่ 7 โดยขายสุทธิใน SET 3 พันลบ. (97 ล้านเหรียญ) เช่นเดียวกับขายสุทธิในไต้หวัน, อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ 107, 13, และ 7 ล้านเหรียญ ตามลำดับ ยกเว้นเกาหลีใต้ซื้อสุทธิเพียงประเทศเดียวที่ 94 ล้านเหรียญ

หุ้นแนะนำประจำวัน ได้แก่ BTS (รับ 12.70 ต้าน 13.60 cut 12.20) และ CHG (รับ 2.34 ต้าน 2.46 cut 2.24)

 

รายงาน : ธิดารัตน์ เห็นพร้อม
อย่าลืมกดถูกใจ(Like) Facebook : ทันหุ้น
กดติดตาม (subscribe)Youtube : thunhoon
www.thunhoon.com