TEAMGกวาดงานใหญ่ แบ็คล็อคทุบสถิติ4พันล.

ทันหุ้น– TEAMG ขาขึ้น จ่อเซ็นรับงานใหญ่รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ดันแบ็คล็อคทะยานนิวไฮ 4 พันล้านบาท ชี้การประมูลรถไฟทางคู่ออกมาต่อเนื่องสร้างความมั่นใจ พร้อมมองหาโอกาสรับงานประเทศลาวเพิ่มเติม มั่นใจรายได้ปีนี้เข้าเป้าเติบโต 10-15% โบรกแกะงบชี้เนื้อแท้กำไรไตรมาส 2 สูงสุดประวัติการณ์ แนะซื้อ เคาะีเป้า 2.47 บาท

นายชวลิต จันทรรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีมคอนซัลติ้งเอนจิเนียริ่งแอนด์แมเนจเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ TEAMG ผู้ดำเนินธุรกิจที่ปรึกษาด้านวิศวกรรมและสิ่งแวดล้อมแบบครบวงจรตั้งแต่การศึกษาออกแบบจัดทำรายงานบริหารโครงการและควบคุมงานก่อสร้างรวมถึงการจัดทำรายงานประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมที่จะเข้าไปรับงานควบคุมการก่อสร้าง ในโครงการขนาดใหญ่หลายโครงการ อาทิ โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน , โครงการก่อสร้างท่าเรือแหลมฉบัง , โครงการรถไฟทางคู่ ,โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา รวมถึงมองหาการเข้ารับงานในส่วนของงานระบบขนส่งมวลชนและงานรถไฟทางคู่ทั่วประเทศ

ทั้งนี้ประเมินว่า จะสามารถเซ็นสัญญาก่อสร้างโครงการรถไฟเชื่อม 3 สนามบินได้ในเดือนหน้า ซึ่งจะทำให้บริษัทมีมูลค่างานในมือ(Backlog)สูงมากกว่า 4,000 ล้านบาท ซึ่งนับเป็นสถิติใหม่จากปริมาณงานในมือที่บริษัทเคยได้รับมา โดยปัจจุบันบริษัทมี Backlog อยู่ที่ 3,200 ล้านบาท ยังไม่รวมโครงการอื่นๆ ที่จะได้เข้ามาในอนาคต โดยมีโอกาสในส่วนของท่าเรือแหลมฉบังที่จะเข้ามาในปีนี้ เนื่องจากจุดแข็งของบริษัทก็คือได้ดำเนินการศึกษาโครงการตั้งแต่แรกเริ่ม ทำให้โอกาสในการรับงานต่อเนื่องมีสูง

นายชวลิต ระบุด้วยว่า ตามปกติแล้ว บริษัทจะมีสัดส่วนการรับรู้รายได้จาก Backlog ราว 30% ดังนั้นการที่มี Backlog เพิ่มขึ้นก็ทำให้บริษัทมีโอกาสที่จะมีรายได้สูงขึ้น และยังจะช่วยทำให้อัตรากำไรสุทธิดีขึ้น เนื่องจากเกิดการประหยัดต่อขนาดในส่วนของค่าใช้จ่ายแอดมิน ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายคงที่

นอกจากนี้บริษัทยังมองหาโอกาสในการเข้ารับงานต่างประเทศเพิ่มเติมอาทิงานในสปป.ลาวและศึกษางานในประเทศเวียดนามและเมียนมาในการทำโครงการโครงสร้างพื้นฐานโครงการทางด่วนต่างๆซึ่งบริษัทมองว่าปริมาณงานจะเข้ามาเพิ่มมากขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 3-4 ปี2562 นี้จากในช่วงที่ผ่านมาจะเห็นว่างานภาครัฐขนาดใหญ่มีการชะลอตัวออกไป โดยบริษัทมีพันธมิตร

@ อัตรากำไรสุทธิแตะ10%

นายอิศรินทร์ ภัทรมัย รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารอาวุโส สำนักบัญชีและการเงินองค์กร เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลังบริษัทยังเดินหน้ารับรู้รายได้จาก Backlog ปัจจุบันอยู่ที่3,200 ล้านบาทแบ่งเป็นงานภาครัฐ50% และงานเอกชน50% ซึ่งคาดว่าจะรับรู้เข้ามาเป็นรายได้ปีนี้ประมาณ30% ที่เหลือจะทยอยรับรู้ต่อเนื่องในระยะ 3-4 ปี  ส่งผลให้รายได้ในปี 2562 จะเติบโตที่ 10- 15% จากปีที่ผ่านมาที่มีรายได้รวม 1,667.7 ล้านบาทตามเป้าหมายที่เคยให้ไว้ขณะที่ผลการดำเนินงานในช่วง6 เดือนแรกบริษัทมีรายได้ 917.73 ล้านบาทและมีกำไรสุทธิที่ 36.42 ล้านบาท

สำหรับผลการดำเนินงานในช่วงไตรมาสที่2/2562 บริษัทได้มีค่าใช้จ่ายในส่วนของ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฉบับใหม่ทำให้มีการจ่ายค่าชดเชยเพิ่มเติมกรณีนายจ้างเลิกจ้างสำหรับลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบ20 ปีซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายครั้งเดียวและไม่ใช่เงินสดรวมทั้งสิ้น 49.51 ล้านบาททำให้ในช่วงไตรมาสที่สองบริษัทมีกำไรสุทธิอยู่ที่10.92 ล้านบาท อย่างไรก็ดีหากตัดรายการพิเสษออกไป จะพบว่าอัตรากำไรสุทธิของบริษัทอยู่สูงมากถึง 10% ซึ่งคาดว่าจะรักษาระดับในครึ่งปีหลังที่ 8%

ส่วนกรณีที่ รฟท. ประกาศผลการประมูลสร้างและติดตั้งระบบอาณัติสัญญาณรถไฟทางคู่ 3 สัญญา 3 เส้นทาง ได้แก่ รถไฟทางคู่สายเหนือ ช่วงลพบุรี-ปากน้ำโพ , สายตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) ช่วงมาบกะเบา-ชุมทางถนนจิระ และสายใต้ ช่วงนครปฐม-ชุมพร โดยผู้ชนะคือ กลุ่ม UNIQ- กลุ่ม ITD และกิจการร่วมค้าจีน วงเงินรวม 1.14 หมื่นล้านบาทนั้น

นายอิศรินทร์ ระบุว่า รถไฟทางคู่สายเหนือ ช่วงลพบุรี-ปากน้ำโพ นั้นบริษัทเป็นผู้ควบคุมทั้งการก่อสร้าง ทั้งระบบอยู่แล้ว ซึ่งอยู่ในแบ็คล็อคของบริษัทอยู่แล้ว แต่การที่ รฟท. ประมูลงานออกมาอย่างต่อเนื่องก็แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจในการดำเนินโครงการว่าจะเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง

***เคาะเป้า2.47 บาท

บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอสวิคเคอร์ส( ประเทศไทย) จำกัด ระบุถึง  TEAMG ในช่วงไตรมาส 2/2562 สาเหตุที่กำไรลดลง มาที่ 10.9 ล้านบาท นั้นมาจากค่าใช้จ่ายพิเศษของพนักงานตามกฏหมายใหม่ ซึ่งหากไม่รวมรายการดังกล่าว พบว่ากำไรจะอยู่ในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบสองปี  หรือที่ทำได้ 50.52 ล้านบาทและสูงกว่าที่ประเมินไว้ 2.6 ล้านบาท จากรายการที่ได้เพิ่มขึ้นมากกว่าคาดแต่ถือว่าการบันทึกค่าใช้จ่ายพนักงานในครั้งนี้เป็นการปลดล็อคความกังวลที่บริษัทชี้แจงเป็นความเสี่ยงตั้งแต่การเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ทางฝ่ายวิเคราะห์มองว่าแนวโน้มปริมาณงานยังอยู่ในระดับที่สูงถึง3,200 ล้านบาทและมีโอกาสได้รับงานเพิ่มอีกในช่วงที่เหลือของปีทั้งงานในประเทศซึ่งบริษัทได้รับประโยชน์จากการลงทุนภาครัฐโดยตรงและงานในประเทศลาวอาทิงานประเภทเขื่อนที่ปกติมีอัตรากำไรสูง

ทั้งนี้ทางฝ่ายวิเคราะห์ได้คงคำแนะนำซื้อประเมินมูลราคาพื้นฐานราคาเท่ากับ2.47 บาทต่อหุ้นอ้างอิงกับP/E ปี2562 ที่15 เท่าต่ำกว่ากลุ่มรับเหมาก่อสร้างและบริษัทใกล้เคียงที่อยู่ราว20 – 25 เท่า