เก็งกระตุ้นศก.รอบ2ต้องมี ช็อปช่วยชาติลดภาษีต่อคิว

ทันหุ้น – ครม.เคาะงบกระตุ้นเศรษฐกิจตามคาด 3.16 แสนล้าน นักวิเคราะห์จับตามาตราการรอบ 2 แพ็คคู่ที่การเงิน-การคลัง เร่งเครื่องเศรษฐกิจไทยโค้งสุดท้ายของปี 2562  ย้ำเศรษฐกิจโลกยังชะลอตัว จี้ลดหย่อนภาษีต้องมา ลดดอกเบี้ยยังจำเป็น  ฟันธงค้าปลีก  ท่องเที่ยว วัสดุก่อสร้างรับอานิสงส์

นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ วงเงิน 3.16 แสนล้านบาท  ทั้งมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยว, การช่วยเหลือเกษตรกร, การดูแลค่าครองชีพ, การช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs โดยทยอยมีผลบังคับใช้ได้ตั้งแต่เดือนกันยายน 2562

เห็นผลไตรมาส 4

นายฐกฤต ชาติเชิดศักดิ์  นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์  บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด (มหาชน) คาดเม็ดเงินจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจบางส่วน อาทิ เพิ่มความช่วยเหลือผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งมีผู้ถือ 14.5 ล้านคน, มาตรการกระตุ้นใช้จ่ายท่องเที่ยว จะเริ่มเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในช่วงไตรมาส 4/2562

อย่างไรก็ตาม ภายใต้สภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังคงชะลอตัวตามแรงกดดันจากสงครามการค้า ทำให้มีความจำเป็นต้องใช้ทั้งมาตราการการเงิน และมาตราการการคลังที่มากกว่าปัจจุบันเพื่อพยุง – กระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่องถึงปี 2563 สร้างความมั่นใจให้นักลงทุนทั้งใน – ต่างประเทศให้เริ่มลงทุนโดยเฉพาะในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC)

“สงครามการค้าที่ยังคงยื้ดเยื้อและพร้อมที่จะพลิกผันเป็นปัจจัยกดดันที่ไม่มีใครคาดเดาได้ ย่อมส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกซึ่งคิดเป็นประมาณ 68% ของ GDP  คาดว่าเม็ดเงินจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 3.1 แสนล้านบาท จะไหลตรงเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจประมาณ 3-4 หมื่นล้านบาท คิดเป็นเพียงประมาณ 0.25% ของอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ดังนั้นคาดว่ารัฐบาลและ ธปท. จะเร่งออกมาตรการกระตุ้นทั้งการคลังและการเงิน ที่มากกว่าปัจจุบันเพื่อพยุงเศรษฐกิจไม่ให้ชะลอลง”

หวังมาตราการเงิน-การคลัง

ทั้งนี้มาตราการภาษีที่รัฐบาลเคยหยิบยกขึ้นมาอาทิ มาตราการช็อปช่วยชาติ, การลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาลง 10% ซึ่งอยู่ระหว่างศึกษาแนวทางการดำเนินงาน, มาตราการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์

“การช่วยเหลือที่จะเกิดขึ้นในสเตปต่อไป ต้องเป็นมาตราการที่ไม่ใช้เงินสด เพราะอย่างที่ทราบกันว่างบประมาณปี 2563 จะล่าช้ากว่ากำหนดไปมาก ดังนั้นการใช้มาตราการทางภาษีจะเป็นกลไกหลัก  เพราะลดภาษีเป็นอีกทางหนึ่งที่จะช่วยลดค่าใช้จ่ายประชาชนลงได้ในทันที เมื่อมีเงินในกระเป๋าเพิ่มก็มีความสามารถในการจับจ่ายใช้สอยเพิ่มมากขึ้น เงินที่รัฐบาลคาดว่าจะหมุนเวียนในระบบก็จะเพิ่มขึ้นโดยรัฐบาลไม่ต้องลงเงินเพิ่มเข้ามา”

นอกจากนี้ยังอาจเห็นธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายเพิ่มเติม ผ่านการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายครั้งที่ 2 ของปีอีกประมาร 0.25% เพื่อกระตุ้นให้ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่และ ธนาคารของรัฐทยอยปรับลดลง อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลงลดภาระ รวมถึงเพิ่มขีดความสามารถในการลงทุนให้กับผู้ประกอบการ

“ส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยกับอัตราเงินเฟ้อยังมีอีกถึง 0.6% (อัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 1.50% กรอบเงินเฟ้อยู่ที่ 0.9%) ซึ่งถ้าลดดอกเบี้ยลงได้อีกก็จะลดภาระกลุ่ม SME  เพิ่มศักยภาพการลงทุนให้รายใหญ่เม็ดเงินก็จะหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้มากกว่ารายได้รัฐที่หายไปจากการจัดเก็บภาษี”

เจาะโผหุ้นเด่น

นายฐกฤต คาดการณ์ เม็ดเงินจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจะไหลตรงเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจประมาณ 3-4 หมื่นล้านบาท หากมีมาตราการการเงิน – การคลังเข้ามาเพิ่มศักยภาพการใช้จ่ายให้ประชาชน จะช่วยเพิ่มกำลังซื้อในประเทศให้เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลโดยตรงต่อกลุ่มท่องเที่ยวและโรงแรม

ประกอบด้วย MINT ราคาเหมาะสม 47 บาท, ERW ราคาเหมาะสม 7 บาท และ CENTEL ราคาเหมาะสม 40 บาท  กลุ่มค้าปลีก เช่น ROBINS ราคาเหมาะสม 70 บาท (มีปัจจัยการนำออกจากตลท.หลังรวมกับเซ็นทรัลรีเทล) และ BJC ราคาเหมาะสม 61 บาท  กลุ่มวัสดุก่อสร้าง เช่น DCC ราคาเหมาะสม 2.40 บาทและ DRT ราคาเหมาะสม 6.58 บาท