แบงก์P/BVต่ำสุด10ปี KTBได้นโยบายรัฐดัน

ทันหุ้น – ตะลึงกลุ่มแบงก์ซื้อขาย P/BV เฉลี่ย 0.9 เท่าต่ำสุดรอบ 10 ปี กูรูชี้ราคาตอบรับศักยภาพทำกำไรลดลงแล้ว ชี้ปันผลสูงแต่ยังต้องจับตาดอกเบี้ย แนะ 2 สูตร ระยะสั้นเล่นรอบเก็งกำไรชี้เป้า BBL 222 บาท, และ KBANK 205 บาท  ระยะยาวเลือกลงทุนรายตัวที่มีปัจจัยเฉพาะ ชี้ KTB ได้นโยบายรัฐดัน คาดตั้งสำรองลดลง รอรับรู้รายได้จาก AQ เป้า 21.40 บาท

นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด ระบุ ภาพรวมกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ณ ปัจจุบันซื้อขายบนอัตราส่วนราคาต่อมูลค่าทางบัญชี (Price to Book Ratio :P/BV Ratio) ต่ำที่สุดในรอบ 10 ปี คือ เฉลี่ย 0.9 เท่า

หรือ เรียกได้ว่ามีมูลค่าทางบัญชีสูงกว่าราคาหุ้นปัจจุบัน ซึ่งเป็นไปตามอัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (Return On Equity : ROE) ที่ลดลงเหลือ 9% ตามส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (Net Interest Margin : NIM)ที่ปรับลดลงหลังธนาคารแห่งประเทศไทยปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25%

ขณะที่รอบวิกฤติซับไพรม์ปี 2551 มี P/BV อยู่ที่ 0.78 เท่า ก่อนที่ปี 2552 P/BV จะโดดขึ้นมาเป็น 1.4 เท่า แต่ขณะนั้น ROE อยู่ที่ 12%

“ปัจจุบันราคาหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ซื้อ-ขายเฉลี่ยบน P/BV ต่ำที่สุดในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา แต่ก็ต้องยอมรับว่ากลุ่มธนาคารพาณิชย์เคลื่อนไหวตามสภาพวะเศรษฐกิจเป็นหลัก จึงยังคงต้องติดตามมาตราการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นที่รัฐบาลกำลังเร่งดำเนินการ ควบคู่กับพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2563 ซึ่งคาดว่าจะมีผลประมาณต้นปี 2563 ซึ่งหากสามารถเร่งรัดให้เม็ดเงินขับเคลื่อนทยอยออกมาได้อย่างต่อเนื่อง น่าจะได้เห็นเศรษฐกิจในประเทศทยอยฟื้นตัวตั้งแต่ต้นปี 2563”

ความเสี่ยงต่ำ ปันผลสูง

นายณัฐชาต ย้ำว่า หุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์มีความเสี่ยงต่ำ มีอัตราการจ่ายเงินปันผลเฉลี่ยสูงกว่า 3% พร้อมกันนี้คาดหวังจะเห็นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปี ซึ่งเป็นไฮซีซั่นของธุรกิจสินเชื่อ ที่ยังน่าจะขยายตัวได้จากโครงการที่เกี่ยวข้องกับภาครัฐและการลงทุนในพื้นที่ส่งเสริมการลงทุนภาคตะวันออก (EEC)  ประกอบกับธนาคารพาณิชย์หลายธนาคารมีการตั้งสำรองส่วนเกินต่อการปล่อยสินเชื่อไว้ในระดับสูง ดังนั้นเมื่อธนาคารแห่งประเทศไทยเริ่มใช้มาตรฐานบัญชี IFRS9 ในปี 2563 ธนาคารพาณิชย์จึงสามารถตั้งสำรองลดลง หนุนศักยภาพในการทำกำไรในอนาคต

@หวั่นลดดอกเบี้ยอีก

แต่อย่างไรก็ดี ฝ่ายวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยมีแนวโน้มปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงได้อีกในปีนี้ และมีความเสี่ยงจากการปรับลด GDP ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการเติบโตของสินเชื่อได้ ขณะที่ราคาหุ้นในกลุ่มธนาคารหลายตัว ณ ปัจจุบันราคาปรับลงมาสะท้อนการปรับลดอัตราดอกเบี้ยรอบแรกไปแล้ว

ทั้งนี้จึงแนะนำ 2 แนวทาง คือมุมมอง “เชิงกลยุทธ์” นักลงทุนสามารถ “เก็งกำไร” จากราคาที่ปรับลงแนะนำ BBL ราคาเป้าหมาย 222 บาทอัตราการจ่ายเงินปันผล 3.42%, และ KBANK ราคาเป้าหมย 205 บาทอัตราการจ่ายเงินปันผล 2.50%,   สำหรับมุมมองเชิงพื้นฐานสามารถทยอยสะสมหุ้นที่มีพื้ฐานดี  มีปัจจัยเฉพาะตัวพร้อมที่จะเร่งตัวขึ้นตามกลไกขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ และปัจจัยหนุนอื่น

แนะนำ KTB เนื่องจากยังมีเงินจากการขายทอดตลาดทรัพย์สินของ AQ รอรับรู้ในไตรมาส 3/2562 อีกประมาณ 1.2 พันล้านบาท  อีกทั้งคาดว่าในช่วงครึ่งปีหลังแนวโน้มกำไรจะดีขึ้น เนื่องจากความจำเป็นในการตั้งสำรองพิเศษจะลดลง สำหรับสำรองค่าใช้จ่ายพนักงานตามพ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานไม่ส่งผลกระทบต่อ KTB เนื่องจากใช้พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ จึงคงประมาณการกำไรทั้งปี 2562 ของ KTB ที่ 30,199 ล้านบาท คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายที่ 21.40 บาท อัตราการจ่ายเงินปันผล 4.31%, อิง P/BV 0.92 เท่า มี Upside กว่า 20% จากราคาหุ้นปัจจุบัน

เลือกลงทุนรายตัว

นายอดิสรณ์ มุ่งพาลชล รองผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุ ราคาหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ณ ปัจจุบันปรับตัวลงมาสะท้อนความกังวลส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง จากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลงขาเดียว จะทำให้กำไรสุทธิทรุดลงตามไปในระดับหนึ่งแล้ว ราคาจึงเริ่มกลับมาสะท้อนปัจจัยพื้นฐานของแต่ละธนาคาร อย่างไรก็ตามนักลงทุนยังควรเลือกลงทุนเป็นรายตัว เลือก SCB เป็น Top pick ของกลุ่มเนื่องจากมีปัจจัยบวกเฉพาะตัวทั้งไตรมาส 3/2562 และไตรมาส 4/2562 ประกอบกับ SCB เป็นธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ที่จะได้รับอานิสงส์จากเศรษฐกิจที่ทยอยฟื้นตัวในอนาคต รวมถึงภาวะสินเชื่อกลับมาเป็นบวก, ฐานะ NPL ทรงตัว ทางฝ่ายยังคงประมาณการกำไรปี 2562 ของ SCB ไว้ที่ 4.6 หมื่นล้านบาท คงแนะนำ “ทยอยซื้อ” ราคาพื้นฐานไว้ที่ 153 บาทอัตราการจ่ายเงินปันผล 5%

สำหรับ KTB นั้น นับเป็นแกนนำในด้านการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล รวมถึงเป็นช่องทางในการจ่ายเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ จะได้ประโยชน์เชิงที่มีกระแสเงินรายวันเข้ามา ทำให้ KTB มีสภาพคล่องเพิ่มขึ้นที่จะใช้ในการปล่อยสินเชื่อ แต่ด้วยรอบระยะเวลาที่สั้นอาจจะไม่สามารถสร้างผลตอบแทนได้สูงนัก ส่วนฐานลูกค้าที่จะเข้ามาเพิ่มขึ้นยังเป็นเรื่องที่ต้องติดตาม

ทั้งนี้ ทางฝ่ายยังคงประมาณการกำไร KTB ปี 2562 ไว้ที่ 31,000ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% คง ราคาพื้นฐาน 22 บาท ยังมองว่า KTB นั้นจะได้ ประโยชน์จากโครงการลงทุนต่าง ๆ ของรัฐที่น่าจะ ทยอยออกมามากขึ้นในช่วงหลังของปี ประกอบกับ ยังมีปันผลน่าสนใจ จึงยังคงแนะนํา “ซื้อ”