ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มถูกกดดัน หลังตลาดกังวลภาวะศก.ถดถอย-ปริมาณน้ำมันดิบสหรัฐฯ สูงขึ้น

แนวโน้มสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบ (19–23ส.ค. 62)

ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มปรับตัวลดลง หลังความต้องการใช้น้ำมันมีแนวโน้มชะลอตัวจากภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา หลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯระยะสั้นสูงกว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาว ส่งผลให้ตลาดกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย ประกอบกับ ปริมาณน้ำมันดิบของสหรัฐฯ มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น หลังท่อขนส่งน้ำมันในสหรัฐฯ สามารถส่งออกน้ำมันดิบจากแหล่ง Permianไปยังท่าส่งออกในรัฐเท็กซัสได้เป็นครั้งแรก

อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันดิบยังได้รับแรงหนุนจากปริมาณการส่งออกน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางที่ปรับตัวลดลงโดยเฉพาะ ซาอุดิอาระเบีย และอิหร่านนอกจากนี้ ตลาดจับตาผลการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนที่อาจมีทิศทางดีขึ้น หลังจีนเตรียมหารือกับสหรัฐฯ เพิ่มเติม

ปัจจัยสำคัญที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์นี้:

ตลาดน้ำมันดิบมีแนวโน้มถูกกดดันจากตัวเลขเศรษฐกิจทั่วโลกที่อ่อนแอซึ่งส่งผลกระทบต่อความต้องการใช้น้ำมันที่มีแนวโน้มชะลอตัวลง หลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เกิดภาวะ inverted yield curve ซึ่งบ่งชี้ถึงภาวะเศรษฐกิจถดถอยเป็นผลจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้นอายุ 2 ปี ปรับตัวสูงกว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวอายุ 10 ปี เนื่องจากนักลงทุนมองว่าเศรษฐกิจในระยะสั้นอาจชะลอตัวลงจึงตัดสินใจเลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยสูงมากขึ้น โดยเฉพาะพันธบัตรระยะยาวนอกจากนี้ ตัวเลขการเติบโตของอุตสาหกรรมจีนเดือน ก.ค. 62 ปรับเพิ่มขึ้นน้อยกว่าเดือน มิ.ย. 62 อยู่ที่ร้อยละ 8 จากระดับร้อยละ 6.3 ซึ่งเป็นตัวเลขระดับต่ำที่สุดในรอบ 17 ปี

ปริมาณน้ำมันดิบสหรัฐฯ คาดปรับตัวสูงขึ้น หลังสหรัฐฯ สามารถส่งออกน้ำมันดิบจากแหล่ง Permian ไปยังท่าส่งออก Corpus Christi รัฐเท็กซัสได้เป็นครั้งแรกผ่านท่อขนส่งน้ำมัน Cactus II โดยกำลังการผลิตน้ำมันดิบสหรัฐฯประจำสัปดาห์สิ้นสุด ณ วันที่ 9 ส.ค. 62ทรงตัวอยู่ในระดับสูงที่ 12.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน ประกอบกับ ปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ ปรับเพิ่ม 1.6 ล้านบาร์เรล แตะระดับ 441 ล้านบาร์เรล เมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า

สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนมีทิศทางดีขึ้น หลังสหรัฐฯ ประกาศเลื่อนการปรับขึ้นภาษีสินค้าจากจีนรอบใหม่ออกไปเป็นวันที่ 15 ธ.ค. 62 จากเดิมที่มีกำหนดบังคับใช้ในวันที่ 1 ก.ย.นี้ โดยสินค้าที่ได้รับการชะลอเก็บภาษีรอบใหม่ได้แก่ คอมพิวเตอร์แลพท็อป โทรศัพท์มือถือ เครื่องเล่นวิดีโอเกม จอคอมพิวเตอร์ ของเล่นบางชนิด รองเท้า และเสื้อผ้า เป็นต้น

ส่วนสินค้าที่เหลือจะถูกเก็บภาษีนำเข้าในอัตราร้อยละ 10 ในวันที่ 1 ก.ย.นี้ ตามแผนเดิม โดยการเลื่อนบังคับใช้มาตราการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน เพราะสหรัฐฯ ต้องการป้องกันผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในช่วงเทศกาลคริสมาสต์นอกจากนี้ ทางจีนเปิดเผยว่าจะจัดการเจรจาประเด็นข้อพิพาททางการค้ากับสหรัฐฯ ภายในสัปดาห์หน้า

ปริมาณน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางมีแนวโน้มปรับตัวลดลง หลังซาอุดิอาระเบียมีแผนที่จะรักษาระดับปริมาณส่งออกน้ำมันดิบให้ต่ำกว่า 7 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในเดือน ส.ค. และ ก.ย. 62 ประกอบกับกลุ่มโอเปก 11 ประเทศ ยังคงมีแผนปรับลดกำลังการผลิตลง 0.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน ตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ ปริมาณน้ำมันดิบจากอิหร่านมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง หลังมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ที่เข้มงวดขึ้น ส่งผลให้การส่งออกน้ำมันดิบจากอิหร่านในเดือน ก.ค. 62 ปรับลดลงราว 130,000 บาร์เรลต่อวัน สู่ระดับ 400,000 บาร์เรลต่อวันซึ่งเป็นระดับต่ำสุดตั้งแต่ปี 2523

เศรษฐกิจที่น่าติดตามในสัปดาห์นี้ ได้แก่จีดีพีไตรมาส 2/62 ของเยอรมนี ดัชนีภาคการผลิตของยูโรโซนเดือน ส.ค. 62ดัชนีภาคการผลิตของสหรัฐฯ เดือน ส.ค. 62 และจับตารายงานนโยบายทางการเงินของธนาคารกลางยุโรป

สรุปสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์ที่ผ่านมา(12 – 16ส.ค. 62)

ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสในสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับเพิ่ม 0.37 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ 54.87เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ในขณะที่ ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับเพิ่ม 0.11 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ 58.64 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ส่วนราคาน้ำมันดิบดูไบปิดเฉลี่ยอยู่ที่ 58.03เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลโดยราคาน้ำมันดิบได้รับแรงหนุนหลังสหรัฐฯ ประกาศเลื่อนการปรับขึ้นภาษีสินค้าจากจีนบางรายการรอบใหม่ออกไปเป็นวันที่ 15 ธ.ค. 62 จากเดิมที่มีการกำหนดบังคับใช้ในวันที่ 1 ก.ย. 62

ประกอบกับ ปริมาณการส่งออกน้ำมันดิบจากอิหร่านในเดือน ก.ค. 62 ปรับลดลงสู่ระดับ 400,000 บาร์เรลต่อวัน ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดตั้งแต่ปี 2523 นอกจากนี้ ซาอุดิอาระเบียมีแผนที่จะรักษาระดับปริมาณการส่งออกน้ำมันดิบให้ต่ำกว่า 7 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในเดือน ส.ค. และ ก.ย. 62 ทางด้านกลุ่มโอเปกและประเทศพันธมิตรยังคงปรับลดกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่องตามข้อตกลงที่ระดับ 1.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเศรษฐกิจทั่วโลกมีทิศทางอ่อนแอ หลังเกิดภาวะอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้นของสหรัฐฯ อยู่สูงกว่าพันธบัตรระยะยาว ซึ่งทางสถิติบ่งชี้ถึงภาวะเศรษฐกิจมีแนวโน้มเผชิญภาวะถดถอย ประกอบกับตัวเลขเศรษฐกิจของจีนและเยอรมนีออกมาในทิศทางที่อ่อนตัวลง

 

รายงาน : ธิดารัตน์ เห็นพร้อม
ที่มา : บทวิเคราะห์สถานการณ์น้ำมันประจำสัปดาห์
โดย บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน)
อย่าลืมกดถูกใจ(Like) Facebook : ทันหุ้น
กดติดตาม (subscribe)Youtube : thunhoon
www.thunhoon.com