3หุ้นอสังหาชนะกฎLTV ALL-MK-SAMCOโตสวน

ทันหุ้น –เปิดโผหุ้นอสังหาโตสวนตลาด เกณฑ์ LTV ไม่กระทบ “ALL-MK-SAMCO” โชว์กำไรไตรมาส 2/2562 เติบโตทั้งจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และจากไตรมาสก่อน หลังรับรู้รายได้จากการโอนเพิ่มขึ้น ด้าน “NOBLE-GLAND-TITLE” ไม่น้อยหน้ากำไรโตก้าวกระโดด ขณะที่เกณฑ์ผ่อนปรณ LTV ใหม่เชื่อกระตุ้นกำลังซื้อเพิ่ม 20% หนุนยอดปฏิเสธสินเชื่อลดลง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการสำรวจผลการดำเนินงานกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ในไตรมาส 2/2562 พบกว่าส่วนใหญ่มีกำไรลดลงทั้งจากช่วงเดียวกันของปีก่อนและไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากได้รับผลกระทบจากมาตรการกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (LTV) แต่มีบริษัทที่มีผลการดำเนินงานที่เติบโตทั้งจากช่วงเดียวกันของปีก่อนและจากไตรมาสก่อนหน้า ได้แก่ บริษัท ออลล์ อินสไปร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ ALL มีกำไรสุทธิในไตรมาส 2/2562 ที่ 116.01 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 43.52% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 80.83 ล้านบาท และเพิ่มขึ้น 46.75% จากไตรมาสก่อนหน้า

2.บริษัท มั่นคงเคหะการ จำกัด (มหาชน) หรือ MK มีกำไรสุทธิในไตรมาส 2/2562 ที่ 131.25 ล้านบาท 131.25 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.81% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 126.43 ล้านบาท และเพิ่มขึ้น 2.86% จากไตรมาสก่อนหน้า 3.บริษัท สัมมากร จำกัด (มหาชน) หรือ SAMCO ในไตรมาส 2/2562 พลิกมีกำไรสุทธิ 94.63 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุน 21.09 ล้านบาท และเพิ่มขึ้น 1,049.81% จากไตรมาสก่อนหน้า

ขณะที่บริษัท โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ NOBLE ไตรมาส 2/2562 มีกำไรสุทธิ 164.46 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 137.89% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 69.13 ล้านบาท แต่ลดลงจากไตรมาสก่อนที่มีกำไรสุทธิ 1,309.35 ล้านบาท, บริษัท แกรนด์ คาแนล แลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ GLAND ไตรมาส 2/2562 มีกำไรสุทธิ 148.06 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 572.69% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 22.01 ล้านบาท แต่ลดจากไตรมาสก่อนที่มีกำไรสุทธิ 166.72 ล้านบาท, บริษัท ร่มโพธิ์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ TITLE ไตรมาส 2/2562 มีกำไรสุทธิ 64.40 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 624.40% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 8.89 ล้านบาท แต่ลดลงจากไตรมาสก่อนที่มีกำไรสุทธิ 114.73 ล้านบาท

*ผ่อนปรน LTV หนุนตลาด

ล่าสุดธปท. ได้พิจารณาผ่อนปรนเกณฑ์คุมสินเชื่อที่อยู่อาศัย (LTV) ที่เริ่มใช้ตั้งแต่ 1 เมษายนที่ผ่านมา เกี่ยวกับการกู้ร่วมเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย โดยเดิมการกู้ร่วมจะถือเป็นการกู้ของทุกคน แต่เกณฑ์ใหม่ หากผู้กู้ร่วมไม่มีชื่อเป็นกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัย ให้ผ่อนปรนเสมือนว่ายังไม่เป็นผู้กู้ในครั้งนั้น เนื่องจากไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่ออยู่อาศัย เพียงแค่ช่วยเหลือกันภายในครอบครัว โดยเกณฑ์ใหม่เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบของผู้กู้ร่วมที่ไม่ได้มีกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยให้ได้รับสินเชื่อตามความเหมาะสมมากขึ้น

นายอธิป พีชานนท์ นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร เปิดเผยว่า การที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ผ่อนปรนเกณฑ์คุมสินเชื่อที่อยู่อาศัย (LTV) บางส่วน โดยเฉพาะปัญหาในส่วน “ผู้กู้ร่วม” โดยหากไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัย จะยังไม่นับเป็นผู้กู้ในครั้งนั้น ทำให้ “ผู้กู้ร่วม” มีสิทธิ์ซื้อบ้านอยู่อาศัยได้ในอนาคต

“จุดนี้จะช่วยให้การปฏิเสธสินเชื่อที่ ณ ปัจจุบันยอดปฏิเสธพุ่งสูงกว่า 40% ให้ค่อยๆ ลดลงกลับไปต่ำกว่า 30% ได้ ประกอบกับอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลงก็จะยิ่งเป็นส่วนสนับสนุน แต่ในทางปฏิบัติจริงคงค่อยเป็นค่อยไปมากกว่าจะเห็นการฟื้นตัวในทันที เพราะการซื้อบ้านมีองค์ประกอบหลายส่วน ถ้าผู้ซื้อยังไม่มั่นใจว่าตนเองจะมีรายได้สม่ำเสมอ มีงานทำที่มั่นคงก็คงยังไม่ซื้อ จุดนี้ผู้ประกอบการเองก็ยังต้องติดตาม ประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะมันเป็นตัวชี้วัดการเปิดโครงการใหม่” นายอธิป กล่าว

อย่างไรก็ตามในส่วนของผู้ประกอบการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เรียกร้องให้ธปท.ตั้งคณะทำงานร่วม 3 ฝ่าย 1.ธปท.  2.ธนาคารพาณิชย์, และ3.ผู้ประกอบการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เฝ้าติดตาม-ประเมินผลกระทบจากมาตรการ LTV ทุกไตรมาส เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาที่ตรงจุด และทันต่อเวลา เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมในอนาคต

*กระตุ้นกำลังซื้อเพิ่มขึ้น 20%

บริษัทหลักทรัพย์ เอเอสแอล จำกัด ระบุว่า คาดว่าการผ่อนปรนมาตรการ LTV จะทำให้กำลังซื้อในตลาดเพิ่มขึ้น 20% ส่งผลดีต่อภาพรวมของตลาดอสังหาฯ เพราะเป็นการเปิดโอกาสและสร้างความมั่นใจให้กับผู้กู้ร่วมและผู้ค้ำประกันที่ต้องการซื้อบ้านของตนเอง โดยไม่ต้องใช้เงินดาวน์เพิ่มตามเกณฑ์ LTV ใหม่ เพราะผู้กู้และผู้ค้ำประกันส่วนใหญ่ไม่ได้ช่วยผู้กู้ผ่อนค่างวด เพียงแค่ใช้ชื่อร่วมกู้เพื่อให้ขอสินเชื่อผ่านเท่านั้น

ปัจจัยท้าทายในช่วงครึ่งปีหลังมาจากตลาดคอนโดมิเนียมมีการชะลอตัว หลังจากกลุ่มผู้ซื้อที่เป็นนักลงทุนและเก็งกำไรหายไปค่อนข้างมากจากผลของการบังคับใช้มาตรการ LTV กดดันยอดขายโครงการคอนโดในช่วงที่ผ่านมา ประกอบกับกลุ่มลูกค้าต่างชาติส่วนหนึ่งมีการชะลอการซื้อ เพราะเงินบาทแข็งค่าขึ้น แต่ปัจจัยที่ส่งผลกระทบอย่างมากต่อการตัดสินใจซื้อ คือ ความมั่นใจของลูกค้า เนื่องจากปัจจุบันเศรษฐกิจยังคงชะลอตัว ทำให้การตัดสินใจซื้อชะลอลงไปด้วย

ด้านกลยุทธ์การลงทุน ชอบ ORI, NOBLE, LH ขณะที่ PSH, SPALI และ AP จะได้รับประโยชน์จากการที่สัดส่วนพอร์ตทาวน์โฮมค่อนข้างเยอะและได้รับประโยชน์โดยตรง