บล.ทิสโก้เปิดโผหุ้นธีมเทรดดิ้งระยะสั้น SET ต่ำกว่า 1600 น่าทยอยเสี่ยงซื้อเก็งกำไร มองครึ่งเดือนหลังฟื้น

บล.ทิสโก้ จำกัด ระบุ หลังจากที่แนะนำ “Wait&See” เป็นกลยุทธ์หลักตั้งแต่ SET Index หลุดระดับ 1715 จุดในช่วงสิ้นเดือนที่แล้ว แม้ทิศทางตลาดในระยะสั้นยังมีความผันผวนสูง แต่สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูง เรามอง SET Index ที่เคลื่อนไหวต่ำกว่าระดับ 1600 จุดลงมา (คิดเป็น Fwd. PER ปี 2563 ที่ 14.5x ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 15.3x ถึงแม้จะคำนึงถึงแนวโน้มประมาณการกำไรของตลาดถูกปรับลงอีกประมาณ 2-3% แล้วก็ตาม และความน่าสนใจของ Earning Yield Gap ปีนี้ที่สูงกว่าระดับ 4.5% และปีหน้าสูงกว่าระดับ 5%) น่าทยอยเสี่ยงซื้อเก็งกำไรรอบสั้นๆ มองครึ่งเดือนหลังมีโอกาสรีบาวด์ทางเทคนิคสูง เล็งเป้า SET Index ที่บริเวณ 1630-50 จุด

โดยเรามองธีมหุ้นเทรดดิ้งระยะสั้นดังต่อไปนี้ (1) หุ้นพื้นฐานที่ราคาปรับตัวลงเร็วมากในเดือนนี้จนการประเมินมูลค่าอยู่ในระดับต่ำมากในรอบหลายปี น่าจะซึมซับปัจจัยลบไปมากแล้ว มีลุ้นดีดกลับ BANK และ PROP เด่นสุด แนะนำ KBANK, SCB / ANAN, ORI, SPALI ตามลำดับ (2) หุ้นงบดีกว่าตลาดคาด มีโอกาสปรับประมาณการกำไรขึ้น – CPF, EKH, HANA, TFG, TPIPP (3) หุ้นรับมาตรการรัฐกระตุ้นบริโภคฐานราก – CPALL, BJC / AEONTS, KTC, MTC (4) หุ้นรับประโยชน์จากงาน Thailand Focus – BANK ชอบ KBANK, SCB / COMM ชอบ BJC, MEGA / OTHERS ชอบ MAJOR, PLANB, BCH, DIF

นอกจากนี้ เรายังคงชอบหุ้น 3 กลุ่มที่พิสูจน์แล้วว่า “Outperform” จากสงครามการค้ารอบก่อน (1) TRANS – ชอบ BEM, BTS (2) HELTH – BDMS, EKH (3) COMM – BJC, CPALL ผสานหุ้นเชิงรับปันผลดี – EASTW, EGCO, MAJOR, RATCH, ROJNA, TPIPP รวมทั้งหุ้นใน PF&REIT&IFF – QHPF, CPNREIT, WHART, EGATIF, JASIF, DIF, TFFIF

บจ.ไทยมีกำไรสุทธิ Q2/2562 โดยรวมลดลงมากทั้ง YoY และ QoQ, และต่ำกว่าคาด 2%…
จากการรวบรวมผลประกอบการไตรมาส 2/2019 (ข้อมูล ณ วันที่ 15 ส.ค.) จำนวน 597 บริษัท จากจำนวนบริษัททั้งหมด 617 บริษัท (นับเฉพาะตลาด SET ไม่รวมตลาด mai) หรือคิดเป็นสัดส่วน 96% มีกำไรสุทธิรวม 2.17 แสนล้านบาท ลดลง -23% YoY และ -18% QoQ ขณะที่กำไรสุทธิหกเดือนแรกปี 2562 รวมอยู่ที่ 4.85 แสนล้านบาท ลดลง -16% YoY ผลจากกำไรในกลุ่ม ENERG, ICT, PROP และ CONMAT ลดลงมากทั้ง YoY และ QoQ ขณะที่กำไรกลุ่ม BANK และ COMM ถือว่าลดลงเล็กน้อย การลดลงของกำไรในไตรมาสนี้หลัก ๆ เนื่องจากบริษัทหลายแห่งมีการตั้งสำรองผลประโยชน์พนักงานตามกฎหมายแรงงานฉบับใหม่ และไม่มีรายการพิเศษ เช่น กำไรจากการขายสินทรัพย์เช่นเดียวกับช่วงเวลาเดียวกันของไตรมาสก่อน

หากเปรียบเทียบกำไรสุทธิ Q2/2562 ที่ประกาศกับประมาณการของตลาดโดยรวม (Bloomberg Consensus) จำนวน 170 บริษัท มีกำไรสุทธิรวมอยู่ที่ 1.92 แสนล้านบาท ต่ำกว่าตลาดคาดราว 2% โดยแบ่งเป็น 57 บริษัทมีงบดีกว่าคาด (% Surprise >= +5%) : 32 บริษัทมีงบตามคาด (% Surprise +/- 5%) : 81 บริษัทมีงบแย่กว่าคาด (% Surprise <= -5%) หรือคิดเป็นสัดส่วน 33% : 19% : 48% ตามลำดับ

…เศรษฐกิจชะลอ + แบงก์ลดดอกเบี้ย + ราคาน้ำมันกลับมาผันผวน = ประมาณการกำไรตลาดมีโอกาสปรับลงอีก
ด้วยงบ Q2/2562 ส่วนใหญ่ออกมาต่ำกว่าคาด และกำไร 6 เดือนแรกปี 62 คิดเป็นสัดส่วนของประมาณการกำไรปีนี้ 46% ประกอบกับเศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอตัวกว่าคาดทั้งจากผลกระทบของสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีนยืดเยื้อและความล่าช้าในการอนุมัติงบประมาณประจำปี 2563, การลดดอกเบี้ยเงินกู้ MRR และ MOR ของกลุ่มธนาคารล่าสุด และราคาน้ำมันที่กลับมาผันผวน น่าจะทำให้ประมาณการกำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) ของตลาดโดยรวมในปี 2562-63 มีแนวโน้มถูกปรับลงอีก โดยนับจากต้นปีนี้ (YTD) EPS ของตลาดถูกปรับลงมาแล้ว -11.9% และ -9.8% มาอยู่ที่ 101.4 บาท และ 112.6 บาท ตามลำดับ

สหรัฐฯ เลื่อนเก็บภาษีสินค้านำเข้าจีนบางส่วนเป็น 15 ธ.ค. อาจเป็นปัจจัยบวกแค่ชั่วคราว
สหรัฐฯ ประกาศชะลอการปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีนที่ 10% สำหรับสินค้าบางรายการ รวมมูลค่าราว 1.56 แสนล้านดอลลาร์ฯ ออกไปเป็นวันที่ 15 ธ.ค. ซึ่งโดยมากเป็นสินค้าอุปโภคบริโภคสำคัญ ได้แก่ โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ โทรทัศน์ เครื่องเล่นเกมส์ และของเล่นบางอย่าง ขณะที่สินค้ากลุ่มที่เหลือ ประมาณ 1.04 แสนล้านดอลลาร์ฯ จะยังคงถูกปรับขึ้นภาษีนำเข้าที่ 10% ในวันที่ 1 ก.ย. ตามกำหนดการเดิม ซึ่งสินค้าที่สำคัญ ได้แก่ สินค้าเกษตร ของสะสมโบราณ เสื้อผ้าและรองเท้า และเครื่องครัว เป็นต้น

ทั้งนี้มองการชะลอการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีนหลายรายการอาจเป็นปัจจัยบวกแค่ชั่วคราวหลังตลาดหุ้นโลกปรับตัวลงแรงในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ขณะเดียวกันจะเป็นการเพิ่มความไม่แน่นอนให้กับภาคธุรกิจในการวางแผนการผลิตสินค้าและการจ้างงาน รวมทั้งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อแนวโน้มเศรษฐกิจในปี 2563 ซึ่งจะขึ้นอยู่กับผลการเจรจาการค้าในระยะข้างหน้าว่าจะความคืบหน้าหรือไม่ โดยทั้งสองฝ่ายมีแผนที่จะโทรศัพท์คุยกันอีกครั้งในในช่วงปลายเดือน ส.ค.นี้ ก่อนที่จะพบปะกันที่กรุงวอชิงตัน สหรัฐฯ ในเดือนต้นเดือน ก.ย.

อย่างไรก็ดี เรายังคงมุมมองเดิมว่าการตกลงทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนยังคงเป็นไปได้ยาก เนื่องจากข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ ที่ต้องการให้จีนเปลี่ยนแปลงกฎหมายเพื่อแก้ปัญหาเรื่องการถ่ายโอนความรู้ของบริษัทต่างชาติที่จะเข้ามาทำธุรกิจในจีน (Technology Transfer) และการให้เงินอุดหนุนในบางอุตสาหกรรมของรัฐบาลจีนนั้นยังเป็นประเด็นขัดแย้งที่สำคัญในการเจรจา ทำให้เรามองสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนจะยืดเยื้อต่อไป

3 เหตุการณ์น่าติดตามในช่วงครึ่งเดือนหลัง ท่ามกลางสถานการณ์ “Inverted Yield Curve”
สินทรัพย์เสี่ยงทั้งหุ้น-น้ำมัน-โภคภัณฑ์แม้ขณะนี้จะเผชิญแรงเทขายอย่างหนัก หลังเกิดสถานการณ์ “Inverted Yield Curve” ในตลาดพันธบัตรของสหรัฐฯ และอังกฤษ ซึ่งในอดีตมักเป็นสัญญาณเตือนที่น่าเชื่อถือว่าจะเกิดภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจภายในช่วง 2 ปีข้างหน้า แต่เรามอง 3 เหตุการณ์หลักที่น่าติดตาม อาจช่วยกระตุ้นให้ตลาดหุ้นไทยฟื้นตัวในช่วงครึ่งเดือนหลังได้ คือ

1) วันที่ 22-24 ส.ค. – การประชุมเศรษฐกิจประจำปีของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ที่จัดขึ้นที่เมืองแจ็กสัน โฮล รัฐไวโอมิง หัวข้อการประชุมในปีนี้ คือ “Challenges for Monetary Policy” ซึ่งจะมีผู้ว่าการธนาคาร รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินจากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกเดินทางมาเข้าร่วมประชุมด้วย เราเชื่อว่าจะเห็นแนวทางหรือการส่งสัญญาณการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายของหลายประเทศมากขึ้นท่ามกลางการชะลอตัวของภาวะเศรษฐกิจโลก

2) วันที่ 24-26 ส.ค. – การประชุม G7 อาจมีการหารือกันในประเด็นการค้าที่ยังมีความขัดแย้งอยู่ระหว่างสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป รวมทั้งญี่ปุ่นด้วย นอกจากนี้ต้องติดตามความคืบหน้าการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนในช่วงปลายเดือนนี้ต่อเนื่องจนถึงต้นเดือนหน้าด้วย

3) วันที่ 28-30 ส.ค. – การจัดงาน Thailand Focus 2019 โดยในปีนี้มี 111 บริษัทเข้าร่วมงานดังกล่าว อิงจากการศึกษาข้อมูลในอดีต SET Index มักตอบสนองเชิงบวกดีที่สุดในช่วง 2 สัปดาห์หลังการจัดงาน โดยมีโอกาสให้ผลตอบแทนเป็นบวกราว 67% ค่าเฉลี่ยผลตอบแทนอยู่ที่ +1.3%

 

รายงาน : ธิดารัตน์ เห็นพร้อม
อย่าลืมกดถูกใจ(Like) Facebook : ทันหุ้น
กดติดตาม (subscribe)Youtube : thunhoon V.I.P
www.thunhoon.com