TOP โบรกชี้ราคาหุ้นที่ลดลง เปิดโอกาสให้เข้าซื้อ คงจ่ายเงินปันผลระดับสูง พื้นฐาน 72 บ.

บล.ไทยพาณิชย์ แนะนำ “ซื้อ” บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP แม้ราคาหุ้นปรับตัวลดลง 9.5% ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา แต่ยัง outperform หุ้นโรงกลั่นตัวอื่นๆ ในตลาดหุ้นไทยซึ่งปรับตัวลดลง 10-21% ชี้ให้เห็นว่านักลงทุนมีความเชื่อมั่นสูงต่อความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุนและฐานะการเงินที่แข็งแกร่งของ TOP ท่ามกลางแนวโน้มที่ไม่แน่นอนของค่าการกลั่นและส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์อะโรเมติกส์ที่มีสาเหตุมาจากสงครามการค้าที่ดำเนินอยู่ในปัจจุบันและผลกระทบที่เกิดขึ้นตามมา (เศรษฐกิจโลกชะลอตัว)

ปัจจัยบวกเพียงอย่างเดียวที่เล็งเห็นได้ คือ crack spread ที่สูงขึ้นของผลิตภัณฑ์กลุ่ม middle distillate (หลักๆ คือ gasoil) สืบเนื่องมาจากความต้องการเพิ่มขึ้นจากอุตสาหกรรมเดินเรือ เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงทางเลือกเพื่อปฏิบัติตามมาตรการควบคุมกำมะถันของ IMO เรามองว่าราคาหุ้นที่ลดลงในระยะหลังนี้เปิดโอกาสให้เข้าซื้อ TOP ด้วยราคาเป้าหมาย 72 บาท

ความเคลื่อนไหวของหุ้น TOP อยู่ที่ 63.50 บาท ลดลง 0.50 บาท หรือ 0.78% ราคาลงมาต่ำสุดที่ 63 บาท มูลค่าการซื้อขาย 103.13 ล้านบาท

ธุรกิจโรงกลั่น: ความต้องการ gasoil เพิ่มขึ้นจะหนุนให้ GRM ปรับขึ้นในครึ่งปีหลัง 2562 ผู้บริหารยืนยันว่า crack spread ของ gasoil มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นในเดือนก.ค.-ส.ค. 2562 โดยมีสาเหตุมาจากการเก็บสต๊อกเพิ่มก่อนการบังคับใช้มาตรการควบคุมปริมาณกำมะถันในน้ำมันเตาไม่เกิน 0.5% (IMO-2020) อุตสาหกรรมเดินเรือจะมีความต้องการ gasoil ที่มีกำมะถันต่ำเพิ่มมากขึ้นเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงทางเลือกในช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านในปี 2563-65

TOP มีแนวโน้มที่จะได้รับประโยชน์หลังจากโรงกลั่นของบริษัทกลับมาดำเนินงานภายหลังการหยุดซ่อมบำรุงใหญ่ตามแผนตอนกลางเดือนก.ค. พร้อมกับประสิทธิภาพที่ดีขึ้น ซึ่งจะส่งผลทำให้ปริมาณน้ำมันดิบที่นำเข้ากลั่นในครึ่งปีหลัง 2562 มีมากกว่าในครึ่งปีแรก 2562 โดยใช้สมมติฐานว่าสภาวะตลาดเอื้ออำนวย

ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์อะโรเมติกส์น่าจะทรงตัวในครึ่งปีหลัง 2562 ผู้บริหารคาดว่าส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์อะโรเมติกส์จะทรงตัวอยู่ที่ระดับปัจจุบันหลังจากลดลงอย่างมากในไตรมาส 2/2562 เนื่องจากกำลังการผลิตเพิ่มเติมจะถูกดูดซับไปโดยอุปสงค์ใหม่จากธุรกิจปลายน้ำ ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ PX-ULG95 ที่ลดลงอย่างมากน่าจะสะท้อนอุปทานใหม่ 4.8 ล้านตันต่อปีในครึ่งปีหลัง 2562 (เทียบกับ 2 ล้านตันต่อปีใน ครึ่งปีแรก 2562) ไปค่อนข้างมากแล้ว ส่วนต่างราคา PX ที่ลดลงส่งผลทำให้ผู้ผลิตที่มีต้นทุนสูงลดอัตราการผลิตลง

นอกจากนี้โรงงานสองแห่ง กำลังการผลิตรวม 2.3 ล้านตันต่อปี ก็อาจจะเลื่อนกำหนดเริ่มเดินเครื่องออกไป ซึ่งจะกระตุ้นให้ราคาและส่วนต่างราคา PX ปรับตัวเพิ่มขึ้นในครึ่งปีหลัง 2562 โดยเกิดจากอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นสำหรับใช้ผลิต PTA ที่เป็นผลิตภัณฑ์ปลายน้ำ โดยเฉพาะในไตรมาส 4/2562 ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น ราคา PX ก็จะปรับขึ้นเหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นในครึ่งปีหลัง 2561 ใช้เงินลงทุนเพิ่มขึ้น แต่ยังคงจ่ายเงินปันผล TOP จะใช้เงินลงทุนเพิ่มมากขึ้นในปี 2562-63

โดยส่วนใหญ่จะเป็นการลงทุนในโครงการ Clean Fuel Project (CFP) ผู้บริหารวางแผนใช้เงินลงทุน US$4.8 พันล้าน ในปี 2562-65 ซึ่งรวมถึงการอัดฉีดเงินทุน 574 ลบ. ให้กับ GPG ผ่านการซื้อหุ้นเพิ่มทุนตามสัดส่วนการถือหุ้น เราเชื่อว่าบริษัทจะยังคงการจ่ายเงินปันผลเนื่องจากมีกระแสเงินสดและเงินสดในมือจำนวนมาก เราประเมินกระแสเงินสดจากการดำเนินงานของ TOP ได้ในระดับสูงที่ 1.6-3.1 หมื่นลบ.ต่อปี ในระหว่างปี 2562-64 ซึ่งหมายความว่าบริษัทจะสามารถจ่ายเงินปันผลได้ต่อไปในช่วงที่ใช้เงินลงทุนจำนวนมาก

ราคาเป้าหมาย 72 บาท อ้างอิง EV/EBITDA เฉลี่ยในอดีตที่ 7 เท่า เราคาดว่า TOP จะยังคงจ่ายเงินปันผลระดับสูง โดยได้รับการสนับสนุนจากสถานะเงินสดที่แข็งแกร่ง แม้บริษัทจะมีแผนลงทุนใหม่เพื่อขยายธุรกิจโรงกลั่นภายใต้โครงการ Clean Fuel Project

ด้านปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อประมาณการของเรา คือ ราคาน้ำมันและ GRM ผันผวน และราคาน้ำมันลดลงซึ่งจะส่งผลทำให้เกิดขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน ปัจจัยเสี่ยงอีกอย่างหนึ่ง คือ ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกรณีพิพาททางการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ

 

รายงาน : ธิดารัตน์ เห็นพร้อม
อย่าลืมกดถูกใจ(Like)http://Facebook : ทันหุ้น
กดติดตาม (subscribe)Youtube : thunhoon V.I.P
www.thunhoon.com