PTLตั้งเป้ารายได้ปี 62/63 โตไม่ต่ำกว่า 6-7% โรงงานผลิต BOPP ช่วยหนุน

PTL ตั้งเป้ารายได้ปี 2562/63 เติบโตไม่ต่ำกว่า 6-7% จากปีก่อน หลังจากกดปุ่มเดินเครื่องโรงงานผลิต BOPP ใหญ่ในช่วงเดือนกันยายน 2562 นี้ คาดสร้างรายได้ได้มากกว่า 30-40 ล้านเหรียญฯในปีนี้ พร้อมมองอุตสาหกรรมยังมีความต้องการใช้งานพลาสติกและฟิล์มสูง หนุนอัตราการใช้กำลังผลิตพุ่งเต็ม 100%

นายอาซูโตส กุมาร์ อาการ์วาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน บริษัท โพลีเพล็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ PTL เปิดเผยว่า บริษัทตั้งเป้าหมายการเติบโตของรายได้รวมงบปี 2562/63 (เม.ย 62 – มี.ค.63) จะมีการเติบโตที่ไม่ต่ำกว่า 6 – 7% จากปีก่อนที่มีรายได้รวมอยู่ที่ 15,264 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 2,324 ล้านบาท หลักๆ เป็นผลมาจากบริษัทมีกำลังการผลิตแผ่นฟิล์ม BOPP ซึ่งเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ให้มาร์จิ้นที่ค่อนข้างสูงกว่ามากเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์อื่น

จากการลงทุนในโครงการแผ่นฟิล์ม BOPP ของ บริษัท พีที. โพลีเพล็กซ์ ฟิล์ม อินโดนีเซีย (PT PFI) ส่งผลให้บริษัทมีกำลังการผลิตแผ่นฟิล์ม BOPP เพิ่มอีกกว่า 60,000 ตันต่อปี ซึ่งบริษัทคาดว่าจะสามารถเดินเครื่องผลิตในเชิงพาณิชย์ (COD) ของโรงงานในประเทศอินโดนีเซียได้ภายในช่วงเดือนกันยายน 2562 นี้ เป็นต้นไป เบื้องต้นคาดว่าผลิตภัณฑ์ BOPP จะสร้างรายได้เพิ่มในช่วงครึ่งปีหลัง (ต.ค.62 – มี.ค.63) นี้ของบริษัทได้ประมาณ 30 – 40 ล้านเหรียญฯ

นอกจากนี้ ประเมินว่าภาพรวมอุตสาหกรรมยังคงมีความต้องการใช้งานเม็ดพลาสติกและแผ่นฟิล์มเพิ่มสูงอย่างต่อเนื่อง ตามทิศทางการขยายอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ทำให้บริษัทได้รับคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นจากลูกค้าทั้งลูกค้าเดิมและลูกค้าใหม่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ขณะนี้บริษัทมีอัตราการใช้กำลังผลิตที่สูงถึง 100%

ส่วนของประเด็นสงครามทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนนั้น มองว่าไม่ส่งผลกระทบต่อบริษัท เนื่องจากฐานการผลิตกระจายอยู่ในประเทศไทย, ตุรกี, อเมริกา และอินโดนีเซีย

ขณะที่กลุ่มตลาดหลักของบริษัทแบ่งออกเป็น เอเชีย 30%, สหรัฐอเมริกา 30%, ยุโรป 30% และประเทศอื่นๆที่เหลือ 10% เป็นต้น บริษัทยังคงมุ่งเน้นการขยายตลาดใหม่ ๆ ทั้งในและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ฟิล์มเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าอย่างต่อเนื่อง

**อัดฉีด 100ล้านเหรียญฯ

สำหรับกำลังการผลิตของบริษัทในปัจจุบันแบ่งออกเป็นผลิตภัณฑ์ Blown Film มีขนาดกำลังผลิต 8,845 ตันต่อปี, CPP มีขนาดกำลังผลิต 10,000 ตันต่อปี, PET Thick มีขนาดกำลังผลิต 28,800 ตันต่อปี, PET Thin มีขนาดกำลังผลิต 175,000 ตันต่อปี และ BOPP มีขนาดกำลังผลิต 60,000 ตันต่อปี เป็นต้น

ส่วนการลงทุนในปี 2562/63 นี้ บริษัทวางงบการลงทุนไว้ที่ประมาณ 100 ล้านเหรียญฯ แบ่งออกเป็นการลงทุนในโรงงานผลิต BOPP และ GreenField Thin PET Project ในประเทศอินโดนีเซีย ราว 60 ล้านเหรียญฯ ในส่วนที่เหลืออีกประมาณ 40 ล้านเหรียญฯนั้น บริษัทจะนำไปลงทุนปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตโรงงานในประเทศไทย ได้แก่ Silicon Coater Line 2, Offline Coate และ Twin Screw Extruder รวมถึงการลงทุน Batch Resin Plant, Holographic Film และ Twin Screw Extruder ในประเทศตุรกี เป็นต้น โดยค่าว่าจะใช้ระยะเวลาให้การดำเนินการปรับปรุงราว 3 – 12 เดือน

รายงาน : ถิรดา มั่นพลศรี
อย่าลืมกดถูกใจ(Like)http://Facebook : ทันหุ้น
กดติดตาม (subscribe)Youtube : thunhoon V.I.P
www.thunhoon.com