เซอร์ไพรส์ !! ธปท. ลดดอกเบี้ย 0.25% จะเกิดผลกระทบอย่างไรบ้าง?

KTBST มองว่ามีโอกาสที่ ธปท.จะปรับลดประมาณการ GDP ลง ทั้งในปี 2019 และ 2020 จากภาคการส่งออกและการใช้จ่ายของนโยบายภาครัฐฯ KTBST คาดว่า หากเศรษฐกิจโลกได้รับผลกระทบทางการค้าอย่างต่อเนื่อง จนกระทบการส่งออกของไทยไปยังสหรัฐอเมริกา เราคาดว่ามีโอกาสที่ธปท. จะปรับลดดอกเบี้ยลงไปได้จนถึงระดับ 1.0% – 1.25% เนื่องจาก ธปท. มี Policy space ที่จำกัด

ผลการประชุม กนง.ถือว่าผิดคาดส่งผลให้ตลาดผันผวนสูง หุ้นกลุ่มธนาคาร (ยกเว้น KKP TISCO ที่ถูกจัดเป็นหุ้น high dividend) ราคาอ่อนตัวลงจากความกังวลว่าส่วนต่างดอกเบี้ย (NIM) และธปท.มีโอกาสที่จะลดดอกเบี้ยได้อีก หุ้นกลุ่มธนาคาร จึงยังเป็นกลุ่มที่เรายังไม่แนะนำให้เข้าลงทุนในช่วงเวลานี้

เนื่องด้วย ทางเลือกสำหรับนักลงทุนมีไม่มากนักในช่วงนี้ เพราะหุ้นส่วนใหญ่ต่างได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าและภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ชะลอตัว ดัชนีฯอาจลงไปต่ำกว่าแนวรับสำคัญที่ 1660 จุด ซึ่งเป็นจุดที่แนะนำให้ลดพอร์ตเพื่อลดความเสี่ยง

อย่างไรก็ตาม ในจังหวะที่ตลาดอ่อนตัว หุ้น 4 กลุ่ม ที่เรามองว่าจะสวนตลาดได้ หุ้นที่ได้รับผลบวกโดยตรงจากการลดดอกเบี้ย คือกลุ่มการเงิน (SAWAD, MTC) กลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้า (BGRIM, GULF) กลุ่มที่มีกระแสเงินสดดี (ADVANC, VGI) กลุ่ม Dividend Play (KKP, TISCO, DIF) และกลุ่มโรงพยาบาล (BDMS) เรามองเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับนักลงทุน

จากรายงานการประชุมของ ธปท. พบว่าเศรฐกิจไทยโดยรวมมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้เดิมและต่ำกว่าระดับศักยภาพที่ระดับ 4% (อ้างอิงจากรายงานของ World bank) และสาเหตุหลักจากการหดตัวมาจากภาคการส่งออกที่เป็นผลต่อเนื่องมาจากสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯนอกจากนี้ รายงานการประชุมของ ธปท. นั้นสอดคล้องกับรายงานการประชุมของ FED ในสิ้นเดือนที่ผ่านมาในด้านของความกังวลด้านสงครามการค้าและการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก และทาง KTBST มองว่ามีโอกาสที่ ธปท. จะปรับลดประมาณการ GDP ลง ทั้งในปี 2019 และ 2020 จากภาค

เราคาดว่าการลดดอกเบี้ยในปีนี้จะขึ้นอยู่กับ 2 ประเด็น 1.ทิศทางการลดดอกเบี้ยของ FED และธนาคารกลางในภูมิภาค 2.ผลกระทบของสงครามการที่มีต่อภาคการส่งออกของไทย โดยภาพรวมเราคาดว่า ธปท. มีโอกาสปรับลด GDP ลงในระดับที่ต่ากว่า 3.3% ในปีนี้ และการลดดอกเบี้ยนั้นจะเกิดขึ้นตามการลดดอกเบี้ยของทาง FED มากกว่าที่จะเป็นการใช้นโยบายแบบอิสระ (Follower policy maker) และเราคาดว่าจะมีการออกนโยบายด้านการจากัดวงเงินการออกพันธบัตรในระยะสั้น (ต่ากว่า 2 ปี) และระยะกลาง (ต่ากว่า 5ปี) ออกมาอีกเป็นระยะ เพื่อป้องกันการเกิด Invert yield curve โดยทาง KTBST คาดว่า หากเศรษฐกิจโลกได้รับผลกระทบทางการค้าอย่างต่อเนื่อง จนกระทบการส่งออกของไทยไปยังสหรัฐอเมริกา เราคาดว่ามีโอกาสที่ ธปท. จะปรับลดดอกเบี้ยลงไปได้จนถึงระดับ 1.0% – 1.25% เนื่องจาก ธปท. มี Policy space ที่ค่อนข้างจากัด ในขณะที่ค่าเงินบาทนั้นเรายังคงมีมุมมองว่าจะเกิดการอ่อนค่าเพียงระยะสั้นในกรอบ 30.9 – 31.2 บาทต่อดอลล่าร์สหรัฐฯ การลดดอกเบี้ยจะเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวหรือไม่?