SET รอซื้อตรงไหน

สวัสดีครับท่านผู้อ่าน ตลาดหุ้นในเดือนก.ค. ปรับลดลง -1.06% MoM กดดันจากแรงขายรับงบ 2Q62 ซึ่งแนวโน้มไม่ค่อยสดใสโดยเฉพาะกลุ่มธนาคาร, ปิโตรเคมี, การแพทย์ และชิ้นส่วนฯ รวมทั้งแรงขายอย่างต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 ของนัก ลงทุนสถาบันฯ รวมถึงการปรับขึ้นของตลาดหุ้นก่อนหน้านี้ มองว่ามีความคาดหวังมากเกินไปเรื่องการลดดอกเบี้ยของเฟด ซึ่งแม้การประชุมรอบล่าสุด เฟดจะมีมีมติ 8-2 ลดดอกเบี้ย 0.25% สู่ 2-2.25% เป็นครั้งแรกในรอบ 11 ปี โดยให้เหตุผลถึงความกังวลต่อการเติบโตเศรษฐกิจโลก และเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ รวมถึงจะยุติการปรับลดงบดุลซึ่งเร็วกว่ากำหนดเดิมในเดือน ก.ย. อย่างไรก็ตาม ประธาน Fed ได้แถลงว่าการลดดอกเบี้ยเป็นการปรับเปลี่ยนนโยบายในช่วงกลางวัฏจักรเพื่อให้เข้ากับสภาวะเศรษฐกิจ แต่ไม่ได้รับประกันว่าจะปรับลดดอกเบี้ยอีกในอนาคต ส่งผลให้ตลาดที่คาดหวังมากเกินไปว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องเกิดแรงขายทำกำไรออกมา ในมุมมองผมมองว่าการไม่ลดดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องน่าจะเป็นผลดีต่อตลาดหุ้นมากกว่า เนื่องจากการลดดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องในอดีตที่ผ่านมามักจะตามมาด้วยการปรับฐานของตลาดหุ้น ซึ่งแปลว่าเศรษฐกิจไม่ดีแล้ว ดังนั้นการที่เฟดไม่ได้ใช้นโยบายลดดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องเป็นการส่งสัญญาณที่ดี และการปรับลงของตลาดหุ้นตลอดทั้งเดือนก.ค. น่าจะลงมาสะท้อนความคาดหวังที่มากเกินไปในเรื่องการลดดอกเบี้ยของเฟดแล้ว  ทำให้ผมมองว่า ตลาดหุ้นจะกลับมาฟื้นตัวได้ในเดือนส.ค.นี้

ทั้งนี้ ทุกอย่างเหมือนจะดีขึ้นถ้าหากทรัมป์ไม่ทวิตเตอร์ ซึ่งส่งผลให้มุมมองนี้ดูเหมือนจะยากลำบากแล้ว หรือเป็นไปได้ น้อยว่าตลาดจะฟื้นตัวหลังตลาดได้รับ Surprise เชิงลบจากการทวิตเตอร์ของทรัมป์ ซึ่งประกาศเก็บภาษีสินค้านำเข้าจีนอีกมูลค่า 3 แสนล้านเหรียญ ในอัตรา 10% (ทรัมป์มองว่าจีนไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงที่ให้ไว้ในการประชุม G20 โดยสั่งซื้อสินค้าเกษตรจากสหรัฐน้อยเกินไป) ทำให้ผมต้องปรับการคาดการณ์แนวโน้ม SET ใหม่ กล่าวคือในเดือนส.ค.นี้ยังคงปรับลงได้ต่อ โดยมีปัจจัยกดดันหลักจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐ และจีนที่ยังยืดเยื้อ ซึ่งในเดือนนี้ผมให้แนวรับเป้าหมายไว้ที่ 1650 จุด ที่คาดว่าจะลงมาทดสอบ และมีโอกาสฟื้นตัวกลับจากบริเวณนี้ได้ เนื่องจากบริเวณ 1650 จุด เป็นแนวรับทางปัจจัยพื้นฐาน โดยคิดเป็นระดับ Forward PE ที่ -1 S.D. (อิงกำไรของตลาดในปี 2563) และผมมองบริเวณนี้มีความน่าสนใจด้าน Upside กลับมาอีกครั้ง ทำให้มีโอกาสที่เม็ดเงินจะไหลกลับเข้ามาในตลาดหุ้นอีกครั้งในช่วงที่สภาพคล่องยังอยู่ในระดับสูง จากบรรดาธนาคารกลางต่างๆ กลับมาใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงิน และผลตอบแทนเปรียบเทียบระหว่างตลาดหุ้น และตลาดพันธบัตร  ตลาดหุ้นยังมีความน่าสนใจกว่า ในช่วงที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรยังอยู่ในระดับต่ำตามอัตราดอกเบี้ย ส่วนแนวต้านของเดือนนี้อยู่ที่ 1700 จุด ซึ่งหากขึ้นทะลุผ่านได้จะเป็นสัญญาณที่ดี และมีแนวต้านถัดไปที่ 1715 จุด

ดังนั้น ด้านกลยุทธ์การลงทุน ผมมองเป็นโอกาสในการเข้าซื้อสะสมหุ้นอีกครั้ง บริเวณแนวรับ 1650 จุด โดยกลุ่มหุ้นน่าสนใจแนะนำ 2 ธีมการลงทุน คือ

Earnings Play ซึ่งเลือกหุ้นที่แนวโน้มผลการดำเนินงานเติบโตดี ได้แก่

1) PTTEP คาดแนวโน้มผลการดำเนินงาน 2H62 ยังคงเป็นบวก เนื่องจากปริมาณการขายจะเพิ่มขึ้น 11% ปัจจัยกระตุ้นที่สำคัญ คือ ปริมาณการขายจากสินทรัพย์ดำเนินงานใหม่ในมาเลเซียที่ซื้อมาจากเมอร์ฟี่

2) SEAFCO โดย Consensus คาดกำไรสุทธิ 2Q62 อยู่ที่ 103 ลบ. เติบโตราว 10%YoY ปัจจัยขับเคลื่อนอยู่ที่เป็นผู้รับเหมาเสาเข็มรายใหญ่ของประเทศ ซึ่งจะได้แรงหนุนจากโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ทั้งภาครัฐและเอกชนเข้ามาโดยเฉพาะใน 4Q62 ทั้งยังมีจุดเด่นที่จ่ายปันผลทุกไตรมาส

3) RJH คาดกำไรสุทธิ 2Q62 อยู่ที่ 54 ลบ. เติบโตราว 23%YoY ส่วน 2H62 คาดโมเมนตัมกำไรยังเติบโตสดใสทั้ง HoH และ YoY จากปัจจัยฤดูกาล รวมทั้งกระแสตอบรับที่ดีต่อเนื่องในศูนย์เฉพาะทาง อีกทั้งผู้บริหารใหม่ยังควบคุมค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งส่งผลดีทำให้ศักยภาพทำกำไรดีเกินคาด คาดปี 62 กำไรปกติเติบโต 23.4%YoY และเติบโตต่อ 12.7%YoY ในปี 63

ส่วน ธีม Dividend Play เลือกหุ้นที่มี Div. Yield สูง มีจ่ายปันผลระหว่างกาล และราคาหุ้นมักตอบสนองเชิงบวก ได้แก่

1) KKP เป็นหุ้นแนวโน้มราคาดี จ่ายปันผลสูง (คาด Div.Yield 6.4%p.a.) ความผันผวนต่ำ อีกทั้งการวิเคราะห์เชิงปริมาณ 10 ปีล่าสุดพบว่าราคาหุ้น (adjusted price) ก่อนขึ้น XD 1 เดือน มักปรับขึ้นเฉลี่ย 2.95% ด้วยความน่าจะเป็น 70% โดย KKP จะขึ้น XD ในช่วงสัปดาห์แรกของเดือน ก.ย

2) MAJOR consensus คาดกำไรสุทธิ 2Q62 โต 142% QoQ ที่มีหนังทำเงินหลายเรื่อง ส่วน 3Q62 มีหนังฟอร์มยักษ์หลายเรื่องเข้าฉาย และมีช่วงวันหยุดเทศกาล คาดหนุนให้ผลประกอบการ 3Q62 โตเด่นต่อเนื่อง ส่วน Div.Yield ยังสูงกว่า 4.5%p.a.

3) INTUCH โดย consensus คาดผลการดำเนินงาน 2H62 จะโดดเด่นตาม ADVANC โดยเป็นหุ้นที่มีความผันผวนต่ำ ส่วน Dividend Yield ยังสูงราว 4.2% และราคาหุ้นมักตอบสนองเชิงบวกก่อนการขึ้นเครื่องหมาย XD…และพบกันใหม่ในฉบับหน้า…ด้วยรักและหวังดี