EPGกำไรฟื้น93%รอบ4Q โบรกชี้ได้เวลาโตต่อเนื่อง

ทันหุ้น— EPG มีสัญญาณฟื้นตัวชัด โชว์กำไรฟื้นตัวครั้งแรกในรอบ 4 ไตรมาสถึง 93% โบรกอัพเป้าเป็น 7.50 บาท ประเมินกำไรสุทธิทั้งปี  ชน 1,000 ล้านบาท  โต 16% จากปีก่อน ด้านผู้บริหารมองรายได้ปีนี้โต10%    

บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด(มหาชน)  ได้ปรับคำแนะนำในหุ้นบริษัท อีสเทิร์นโพลีเมอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ EPG เป็นซื้อ จากเดิมแนะนำ ถือ พร้อมปรับราคาเป้าหมายขึ้นมาเป็น 7.50 บาท จากเดิม 6.00 บาท หลังจากกำไรสุทธิไตรมาส 1 ของปี 2562/2563 (เม.ย62.-มิ.ย.62)กลับมาฟื้นตัวเป็นไตรมาสแรกในรอบ 4 ไตรมาส โดยอยู่ที่ 216 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 93% จากไตรมาสก่อน ซึ่งดีกว่าที่ตลาดคาด

ทั้งนี้กำไรไตรมาส  1 ของปี 2562/2563  ที่ดีขึ้น มาจากการฟื้นตัวของทุกธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจบรรจุภัณฑ์ (EPP) ได้รับผลบวกจากต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับตัวลง และอัตราการใช้กำลังการผลิตที่ดีขึ้น ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น(GRM) ปรับตัวดีขึ้นเป็น 18.9% จากไตรมาสก่อน ที่ 15.1% ขณะที่ธุรกิจฉนวนกันความร้อนและเย็น (Aeroflex) ดีขึ้นตามปัจจัยฤดุกาล  และไม่มีค่าใช้จ่าสูง จากการตั้งสำรอง Employee benefit  ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นครั้งเดียวในไตรมาสก่อน

**กำไรปีนี้แตะ 1 พันล้าน

ประเมินว่าผลประกอบการของ EPG ได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว และมีแนวโน้มกำไรสุทธิจะกลับมาฟื้นตัวต่อเนื่องในช่วงที่เหลือของปีนี้ คาดว่ากำไรสุทธิปีนี้ (เม.ย.2562-มิ.ย.2563) จะอยู่ที่ 1 พันล้านบาท   เติบโต 16% โดยธุรกิจ EPP จะปรับตัวดีขึ้น จากต้นทุนวัตถุดิบ PP และ PET ที่ปรับตัวลดลง ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นยังมีทิศทางดีขึ้น ส่วนธุรกิจชิ้นส่วนรถยนต์(Aeroklas)  จะมีการรับรู้รายได้จากคำสั่งซื้อใหม่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง รวมถึงการออกสินค้าใหม่ฝาปิดกระบะ (Roller  lid)  ขณะที่ธุรกิจ  Aeroflex  ยังเติบโตได้ต่อเนื่อง โดยเฉพาะตลาดในต่างประเทศ  ได้แก่สหรัฐที่มีการขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น และญี่ปุ่นผลบวกจากภาคการก่อสร้างรองรับกีฬาโอลิมปิก 2020

**ผู้บริหารคาดรายได้โตราว 10%

ด้านนายเฉลียว วิทูรปกรณ์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  EPG  คาดว่า แนวโน้มธุรกิจในช่วงต่อจากปีนี้ จะสามารถสร้างการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง โดยจะมุ่งเน้นกลยุทธ์การนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ พัฒนาคุณภาพของสินค้าเร่งขยายตลาดทั้งใน และต่างประเทศทุกช่องทาง และบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยการเติบโตในปีนี้ คาดว่าจะเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้มีรายได้โตประมาณ 10%

ส่วนผลประกอบการไตรมาสแรก ปี 2562/2563 มีรายได้จากการขาย 2,672.3 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้น จากช่วงเดียวกันปีก่อน ซึ่งอยู่ที่ 2,623.2 ล้านบาท ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 28.3% เป็นผลบวกมาจากราคาวัตถุดิบที่ปรับตัวลดลง และอัตราการใช้กำลังการผลิตที่ดีขึ้นต่อเนื่อง  ขณะที่กำไรสุทธิ อยู่ที่ 215.9 ล้านบาท ซึ่งลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิ 304.8 ล้านบาท

ทั้งนี้ธุรกิจฉนวนกันความร้อน/เย็น  มีการเติบโต เป็นผลมาจากยอดขายที่เพิ่มขึ้นในสหรัฐ และญี่ปุ่น ซึ่งเลือกใช้สินค้าระดับพรีเมี่ยม ขณะที่ธุรกิจชิ้นส่วนอุปกรณ์และตกแต่งยานยนต์ เพิ่มขึ้นเช่นกัน  แต่ส่วนหนึ่งได้รับผลกระทบจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ