เปิดโผหุ้น กลุ่มไหนได้ กลุ่มไหนเสีย เมื่อกนง.ลดดอกเบี้ย

บล.เอเซีย พลัส จำกัด ระบุในบทวิเคราะห์ หุ้นกลุ่มที่ได้ประโยชน์ และเสียประโยชน์ จากการที่ กนง.ปรับลดดอกเบี้ย

ช็อคตลาดไปชั่วขณะนี้ สำหรับผลการประชุมกนง.วานนี้ ที่ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 25 bps เหลือ 1.5% สวนทางตลาดที่คาดคงดอกเบี้ยที่ 1.75% นับเป็นการลดดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 4 ปี 5 เดือนเลยทีเดียว

เหตุผลที่กนง.ลดดอกเบี้ยในรอบนี้ คือ 1.เศรษฐกิจไทยปี 62 มีแนวโน้มชะลอลงมากกว่าคาด กนง.คาด GDP Growth ปีนี้ขยายตัว 3.3% yoy และส่งสัญญาณปรับลดคาดการณ์ GDP Growth ลงในเดือนต.ค.62 ผลจากการส่งออกที่ชะลอตัว จากสงครามการค้า

2.ความเสี่ยงจากการเบิกจ่ายงบประมาณปี 63 ที่ล่าช้า ปัจจุบันงบประมาณอยู่ที่ 3.2 ล้านล้านบาท อยู่ในขั้นตอนเสนอให้สภาฯพิจารณาวาระแรก วันที่ 17 ต.ค. 62 น่าจะแล้วเสร็จพร้อมเบิกจ่ายเดือนก.พ.63 ถือว่าเบิกจ่ายช้ากว่าปกติกว่า 4 เดือน

3. เงินเฟ้อไทยมีแนวโน้มชะลอลง มีโอกาสตํ่ากว่ากรอบล่างของเงินเฟ้อเป้าหมายที่ธปท.กำหนด1-4% จากราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลงลงแรง ส่วนเงินเฟ้อไทยล่าสุดเดือนก.ค.ขยายตัว 0.98% yoy และเงินเฟ้อเฉลี่ย 7 เดือนปีนี้ ขยายตัว 0.92%

ฝ่ายวิจัย ASP มองว่า ประเด็นที่น่าสนใจในถ้อยแถลงของกนง. คือ เน้นมาตรการดูแลเสถียรภาพระบบการเงิน (Macroprudential) ซึ่งจะมีบทบาทแทนการลดดอกเบี้ยในช่วงที่เหลือของปีนี้ เช่น กำหนดภาระหนี้ต่อรายได้ (Debt Service Ratio: DSR) ในสินเชื่อรายย่อย เช่น สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์, บัตรเครดิต, สินเชื่อบุคคล

ทำให้เชื่อว่าการลดดอกเบี้ยในช่วงที่เหลือปีนี้ น่าจะมีโอกาสน้อยลง รวมทั้งช่องว่างระหว่างดอกเบี้ยและเงินเฟ้อ แคบลงเหลือ 0.6% และในอดีตดอกเบี้ยนโยบายไทยต่ำสุดในประวัติศาสตร์ อยู่ที่ 1.25%

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ การลดดอกเบี้ยส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินลดลง ส่งผลให้รายจ่ายดอกเบี้ยลดลง อย่างไรก็ตามปัจจุบันบริษัทในตลาดส่วนใหญ่ ระดมทุนผ่านการออกหุ้นกู้มากขึ้น คาดว่าผลของการลดดอกเบี้ย น่าจะมีน้อยลง

ในทางกลับกันจะทำให้ผลตอบแทนลดลงเช่นกัน กระตุ้นให้นักลงทุนลงทุนเพิ่มขึ้น ทั้งทางตรง เช่น ลงทุนขยายธุรกิจเพิ่ม เช่นลงทุนเครื่องจักร-เครื่องมือ, สร้างโรงงานใหม่ และลงทุนทางอ้อม เช่น ตลาดหุ้น

ผลกระทบต่อค่าเงิน ทำให้เงินบาทชะลอการแข็งค่าช่วงสั้น ในระยะยาวเชื่อว่าเงินบาทยังมีทิศทางแข็งค่า ตามวัฎจักรดอกเบี้ยขาลงของโลก และระบบการเงินระหว่างประเทศของไทยที่แข็งแกร่ง ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลต่อเนื่อง 5 ปี, ทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูง 2.18 แสนล้านบาท

ผลกระทบต่อตลาดหุ้น ดอกเบี้ยนโยบายที่ลดลง ทำให้ Bond Yield 10 ปีของไทย ลงมาเหลือ1.63% ตํ่าสุดในรอบ 3 ปี 4 เดือน เชื่อว่านักลงทุนจะโยกย้ายเงินมาลงทุนในสินทรัพย์ที่น่าจะให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า เช่น ตลาดหุ้น โดยเฉพาะหุ้นที่จายเงินปันผลสูง และผันผวนต่ำ

**หุ้นที่ได้ประโยชน์ จากกนง.ลดดอกเบี้ย

กลุ่มเช่าซื้อลิสซิ่ง บริษัทในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่มีโครงสร้างสินเชื่อที่เป็นอัตราคงที่สูง ขณะที่ต้นทุนการกู้ยืมของกลุ่มส่วนใหญ่เป็นหุ้นกู้หรือเงินกู้ยืมจากแบงก์ ดังนั้นเมื่อดอกเบี้ยปรับลง ทำให้ต้นทุนของกลุ่มเช่าซื้อถูกลง โดยเฉพาะบริษัทที่มีสัดส่วนหนีสิ้นระยะสั้นมากกว่าะยะยาว ซึ่งสามารถปรับต้นทุนให้เหมาะสมได้มากกว่า ได้แก่ ASK SAWAD THANI (ดังภาพ)

อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้นกลุ่มเช่าซื้อหลายตัวเต็มมูลค่าช่วงสั้นไปแล้ว โดยเฉพาะ SAWAD, MTC จึง
ชอบ THANI, CHAYO มากกว่า

กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ดอกเบี้ยที่ลดลง ช่วยกระตุ้นกำลังซื้อของผู้บริโภค เพราะอัตราดอกเบี้ย ที่ลดลง ทำให้การผ่อนชำระต่องวดของผู้กู้ลดลง, การปฎิเสธสินเชื่อสำหรับการซือ้ที่อยู่อาศัยลดลง, ช่วยบรรเทาผลกระทบจากมาตรการ LTV ใหม่ และเกณฑ์การกำหนดภาระหนี้ต่อรายได้ และมีผลต่อเนื่องมายังผู้ประกอบการ ทำให้ Backlog ที่มีอยู่โอนได้ง่ายขึ้น

แต่เนื่องจากผู้บริโภค ยังมีภาระหนีสิ้นครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น รวมถึง Supply ในตลาดยังมีอยู่สูง ทำให้เกิดการแข่งขันระหว่างผู้ประกอบการรุนแรงต่อเนื่อง ฝ่ายวิจัยฯจึงให้น้ำหนักลงทุนกลุ่มฯ น้อยกว่าตลาด เน้นหุ้นปันผลสูง 6-7% และราคามี upside ได้แก่ LH, QH, SC, ANAN และ ORI

กลุ่มเกษตร-อาหาร ทิศทางเงินบาทอ่อนค่า จะส่งผลให้ผู้ประกอบการส่งออกอาหารไทยมีความสามารถในการแข่งขันกับคู่แข่งประเทศเพื่อนบ้านได้ดีขึ้น โดย CPF มีสัดส่วนรายได้เป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ 9% แต่มีต้นทุนที่เป็นดอลลาร์ 7%

ขณะที่ TU มีสัดส่วนรายได้เป็นสกุลเงินดอลลาร์ 70% แต่มีต้นทุนที่เป็นดอลลาร์ 50% ล้วนเป็นผู้ส่งออกสุทธิ (Net exporter) จึงได้ประโยชน์จากการแปลงรายได้รวมเป็นสกุลเงินบาทเพิ่มขึ้น CPF และ TU ยังได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยที่ลดลงด้วย เพราะมีสัดส่วนหนีสิ้นที่มีดอกเบีย้จ่ายสุทธิสูงถึง 1.3 เท่า และ 1.4 เท่า ตามลำดับ แนะนำซื้อ CPF และ TU

กลุ่มชิน้ส่วนอิเล็กทรอนิกส์ จะได้ประโยชน์จากค่าเงินบาทอ่อนค่าเช่นกัน จากความสามารถเพราะรายได้เกือบทัง้หมดเป็นสกุลเงินต่างประเทศ หลักๆ เป็นดอลลาร์สหรัฐฯ แต่สงครามการค้าทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอ กระทบต่อแนวโน้มคำสั่งซื้อ และทำให้ลูกค้าหันมาใช้สินค้าประเภททั่วไปมากขึ้น ซึ่งมี margin ต่ำ กดดันการทำกำไรของผู้ประกอบการกลุ่มชิ้นส่วน จึงยังไม่แนะนำให้เข้าลงทุน

หุ้นปันผลเด่น การปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย กดดันให้ผลตอบแทนตราสารหนี้ลดลง Bond Yield 10 ปี ลดลงมาอยู่ที่ 1.63% ต่ำสุดในรอบ 3 ปี 4 เดือน ผลตอบแทนระดับต่ำส่งผลให้นักลงทุนย้ายเงินมาลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า หนึ่งในนั้น คือ หุ้นปันผลสูง ผันผวนต่ำ แนะนำ LH, MCS, EASTW คาดหวังเงินปันผลได้ 6.7%, 5.1% และ 3.5% ต่อปี ตามลำดับ รวมถึงกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน DIF, JASIF คาดหวังเงินปันผลสูงถึง 5.8%, และ 8.1% ตามลำดับ

**หุ้นที่เสียประโยชน์ จากกนง. ลดดอกเบี้ย

กลุ่มธนาคารพาณิชย์ แบงก์ขนาดใหญ่น่าจะประกาศลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ตามมา เชื่อว่า
จะกระทบต่อรายได้ดอกเบี้ยรับและส่วนต่างดอกเบี้ยรับสุทธิ หรือ NIM โดยเฉพาะแบงก์ขนาดใหญ่ ที่มีสภาพคล่องส่วนเกิน (Net lender)ในตลาดเงิน เช่น BBL, KTB จะกระทบรายได้ทันทีจากอัตราดอกเบีย้นโยบายที่ลด 0.25%

ส่วนแบงก์ใหญ่อื่น KBANK, SCB จะกระทบในแง่ที่มีโครงสร้างอัตราดอกเบีย้เงินกู้ลอยตัวมากกว่าเงินฝากอัตราลอยตัว ขณะที่แบงก์ขนาดเล็กส่วนใหญ่จะได้รับผลบวกทัง้ TISCO , KKP, TCAP เพราะมีโครงสร้างสินเชื่อที่เป็นดอกเบีย้คงที่สูง แต่มีโครงสร้างเงินฝากบางส่วนที่เป็นดอกเบี้ยลอยตัว จึงเป็นบวกต่อ NIM

 

รายงาน : ธิดารัตน์ เห็นพร้อม
อย่าลืมกดถูกใจ(Like)http://Facebook : ทันหุ้น
กดติดตาม (subscribe)Youtube : thunhoon V.I.P
www.thunhoon.com