แบงก์ฝ่ามรสุมดบ.-สินเชื่อ BBL-SCBวูบชั่วครู่-ฟื้นเร็ว

ทันหุ้น –กลุ่มธนาคารขนาดใหญ่วูบต่อเนื่อง หลังกนง.ลดอัตราดอกเบี้ย ด้านนักวิเคราะห์ให้น้ำหนัก “น้อยกว่าตลาด” คาดปรับดอกเบี้ยลงตาม กดดัน NIM ขณะที่แบงก์ชาติอาจทยอยคุมเพดานก่อหนี้รายย่อย ระบุ BBL,  SCB ยังแกร่ง แม้ราคาวูบ แต่มีแนวโน้มฟื้นตัวดีกว่ากลุ่ม แนะ “ทยอยสะสม” เป้า 227 บาทและ 152 บาทตามลำดับ

สถานการณ์ของหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ยังคงไม่สู้ดีนัก หลังคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% โดย KBANK ปิดที่ 165.50 บาท ต่ำสุดรอบเกือบ 3 ปี ขณะที่ราคาต่อมูลค่าทางบัญชี (P/BV) ต่ำสุดในรอบ 10 ปี ที่ 1.01 ขณะที่ BBL ปิดที่ 169.50 บาท ต่ำสุดนับตั้งแต่ต้นปี 2560 P/BV เพียงแค่ 0.76 เท่า ส่วน SCB ปิดที่ 132 บาท ต่ำสุดในรอบ 2 เดือน P/BV อยู่ที่ 1.14 เท่า

นางสาวอุษณีย์ ลิ่วรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด (มหาชน) คาดการณ์ ว่า ธนาคาพาณิชย์ขนาดใหญ่จะทยอยปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลงตามดอกเบี้ยนโยบาย เนื่องจากเศรษฐกิจยังทรงตัวในระดับต่ำมาก ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อรายได้ดอกเบี้ยรับและ ส่วนต่างดอกเบี้ยรับสุทธิ (NIM) ให้ลดลง เนื่องจากมีสัดส่วนโครงสร้างอัตราดอกเบี้ยเงินฝากเป็นอัตราคงที่สูง ขณะที่ธนาคารพาณิชย์ขนาดกลาง-เล็กมีโครงสร้างสินเชื่อที่เป็นอัตราดอกเบี้ยคงที่สูง  และมีโครงสร้างดอกเบี้ยเงินฝากบางส่วนที่เป็นอัตราดอกเบี้ยลอยตัวจึงเป็นบวกต่อ NIM แต่มองว่าการปรับดอกเบี้ยไม่น่าจะกระทบศักยภาพการจ่ายเงินปันผลของแบงก์ใหญ่ เพราะยังคงมีรายได้จากด้านอื่นเข้ามาทดแทน

@ธปท.ทยอยคุม DSR

ส่วนการที่ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีแนวทางกำหนดสัดส่วนภาระหนี้ต่อรายได้รวมถึงทรัพย์สิน (debt service ratio : DSR) สำหรับสินเชื่อบัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคล (P-Loan)เพื่อแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน โดยล่าสุดได้ขอความร่วมมือผู้ประกอบการพิจารณาสินเชื่อกลุ่มผู้มีรายได้ต่ำกว่า 3 หมื่นบาท ไม่ให้ปล่อยกู้เงิน 70% เน้นมองศักยภาพการชำระคืนเป็นหลัก ซึ่งไม่ได้ส่งผลกระทบมาก เพราะผู้ประกอบการแต่ละรายก็พิจารณาบนหลักเกณฑ์ระหว่าง 50%-70% เป็นหลัก อย่างไรก็ดีแต่เชื่อว่า ธปท.จะดำเนินการลักษณะทยอยควบคุม เน้นขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการเป็นหลัก จึงไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อการหารายได้อย่างมีนัยสำคัญ

@ คาด BBL-SCB ฟื้นเร็ว

ฝ่ายวิเคราะห์ฯ ให้น้ำหนักหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ “น้อยกว่าตลาด” เนื่องจากประเมินว่าโดยภาวะเศรษฐกิจ และปัจจัยแวดล้อมยังไม่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจในระยะสั้น  แต่สำหรับนักลงทุนระยะกลาง-ยาว ยังสามารถเข้าสะสมธนาคารขนาดใหญ่ ที่มีศักยภาพในการฟื้นตัวได้เร็วกว่ากลุ่มอย่าง BBL ราคาเหมาะสมที่ 227 บาท และ SCB ราคาเหมาะสม 152 บาท พร้อมคาดการณ์อัตราการจ่ายเงินปันผลเฉลี่ยสูงถึง 5% ทั้ง 2 ธนาคาร

“ณ ปัจจุบันราคาหุ้นกลุ่มแบงก์ยังถูกมาก เทียบกับดัชนีตลาดฯ ที่ปรับเพิ่มขึ้นแต่ราคาหุ้นกลุ่มแบงก์ยังเคลื่อนไหวอยู่ด้านล่าง นักลงทุนสามารถทยอยสะสมได้อย่างต่อเนื่องเพราะช่วงไตรมาส 3-4 จะเข้าสู่ฤดูสินเชื่อ อีกทั้งรัฐบาลใหม่น่าจะผลักดันการลงทุนโครงการขนาดใหญ่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยหนุนให้สินเชื่อกลุ่มในปีหน้าให้โตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งการจ่ายเงินปันผลก็เพิ่มความน่าสนใจ”

บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระพัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์ ดอกเบี้ยนโยบายที่ลดลงเป็นปัจจัยหนุนกลุ่มสินเชื่อเพื่อผู้บริโภค (Consumer Finance) ทั้งมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน (SAWAD, MTC) และไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน (KTC, AEONTS) คาดว่าผู้ประกอบการจะหาแหล่งเงินกู้ใหม่มาทดแทนเงินกู้ระยะสั้นและหุ้นกู้ที่จะครบกำหนด ส่งผลให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (spread) เพิ่มขึ้น ขณะที่ปัจจัยพื้นฐานเดิมที่ยังแข็งแกร่ง ส่งผลให้กำไรของกลุ่มยังเติบโตได้ในระดับที่น่าสนใจ