เซอร์ไพร์สลดดบ.0.25% อสังหา-ไฟแนนซ์รับโชค

ทันหุ้น – กนง.ทำเซอร์ไพร์สหั่นดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ตลาดหุ้นดีดชั่วครู่ก่อนกลุ่มแบงก์กดวูบปิดลบ นักวิเคราะห์คาดนักลงทุนโยกตราสารหนี้สู่ตลาดทุนเพิ่ม เปิดโผกลุ่มรับอนิสงส์อสังหา-ไฟแนนซ์ได้เต็มๆ แนะเก็บ LH, QH, ORI, SPALI KTC,  MTC, และ ASK ด้านผู้บริหาร SUPALI เชื่อนโยบายการเงินดันผู้ซื้อบ้านเพิ่มขึ้น 2%

วานนี้ (7 ส.ค.2562) ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)  มีมติ 5 ต่อ 2 เสียง ให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% จาก 1.75% เป็น 1.50% ต่อปี โดยให้มีผลทันที สวนทางกับคาดการณ์ว่าจะคงดอกเบี้ย โดยให้เห็นผลเนื่องจากเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าคาดการณ์ และต่ำกว่าศักยภาพ โดยเฉพาะการส่งออกหดตัวมากกว่าที่ประเมินไว้

นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ระบุ กนง. มีเหตุผลเพียงพอที่จะใช้นโยบายด้านการเงิน เข้ามาเป็นเครื่องมือในการดูแลเศรษฐกิจ ทั้งนี้เชื่อว่าคณะกรรมการฯ ได้ประเมินปัจจัยต่างประเทศที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยแล้ว

“ไม่แปลกใจที่ กนง. ตัดสินใจลดดอกเบี้ย โดย ซึ่งมองว่ามีเหตุผลเพียงพอที่จะใช้ดอกเบี้ยเป็นเครื่องมือในการดูแลเศรษฐกิจ ทั้งนี้มองว่าเศรษฐกิจไทยแข็งแกร่ง มีนโยบายด้านการเงินและการคลังที่เข้มแข็ง แนะนักลงทุนติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด ขณะที่เศรษฐกิจโลกผันผวนนั้นอาจส่งผลกระทบกับภาคธุรกิจและหลายอุตสาหกรรม ซึ่งแต่ละธุรกิจควรวางแผนรองรับไว้”

ทั้งนี้ตลาดหุ้นไทยได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นแตะ 1680 ทันทีที่ กนง. ประกาศลดดอกเบี้ย ก่อนที่จะปิดร่วงลงที่ 1,669.44 จุด ลดลง 2.04 จุด เปลี่ยนแปลง -0.12% มูลค่าการซื้อขาย 84,465.14 ล้านบาท  จากแรงเทขายหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ตามความกังวลว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ย จะส่งผลต่อกำไรที่อาจจะน้อยกว่าประมาณการ ขณะที่กลุ่มพลังงานก็ยังถูกขายอย่างต่อเนื่องมี ขณะที่กลุ่มไอซีที การเงิน กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์ปรับขึ้น

@อสังหาฯ-ไฟแนนซ์รับเน้นๆ

นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัสจำกัด (มหาชน) ระบุการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ของ กนง.ธปท. ถือเป็น positive surprise ของตลาดหุ้นไทย เนื่องจากจะส่งผลให้อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนในตราสารหนี้ กับผลตอบแทนจากการลงทุนในตลาดหุ้นไทยกว้างขึ้น  ส่งผลให้มีแนวโน้มว่าเม็ดเงินลงทุนจะไหลเข้ามาในตลาดหุ้นไทยเพิ่มมากขึ้น

โดยหุ้นกลุ่มที่จะได้รับอานิสงส์จากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยโดยตรงคือกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่ปรับตัวลดลงจะช่วยเพิ่มกำลังซื้อให้กับประชาชนทั่วไป  ประกอบกับราคาหุ้นในกลุ่มฯ หลายตัวปรับตัวลดลงอยู่ในระดับที่น่าทยอยสะสม  อาทิ  LH ราคาเหมาะสมที่ 13.60 บาทคาดอัตราการจ่ายเงินปันผลที่ 7%, QH ราคาเหมาะสมที่ 4.10 บาทคาดอัตราการจ่ายเงินปันผลที่ 7%, และ ORI ราคาเหมาะสมที่ 20.50 บาท

นายวีระวัฒน์ วิโรจน์โภคา ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) ระบุ การลดดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ถือเป็นปัจจัยบวกต่อภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน รวมถึงบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทย โดยเป็นปัจจัยหนุนต่อกลุ่ม ไฟแนนซ์  อาทิ KTC แนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสม 48 บาท, MTC แนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสม 64 บาท, ASK แนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสม 28.60 บาท, TISCO แนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสม 105 บาท, TCAP แนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสม 62 บาท, และ KKP แนะนำ “ถือ” ราคาเหมาะสม 72 บาท, กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ อาทิ  LH  ราคาเหมาะสม 10 บาท, ORI ราคาเหมาะสม 10.10 บาท และ, SPALI ราคาเหมาะสม 24 บาท  สำหรับกรณีที่เงินบาทอ่อนค่า เป็นบวกกับผู้ส่งออก อาทิ SAPPE, TU, CPF, GFPT, TFG

สอดคล้องกับบทวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุ การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายครั้งนี้ ถือเป็นการช่วยผู้ประกอบการปรับลดต้นทุนภาคธุรกิจ และภาระดอกเบี้ยของผู้กู้ลดลง จึงเป็นปัจจัยหนุนต่อผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เบื้องต้น การปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงในครั้งนี้เป็นปัจจัยหนุนต่อ กลุ่มที่อยู่อาศัย อาทิ  AP, ORI,   กลุ่มการเงินที่ปล่อยกู้รายย่อย เช่น SAWAD, MTC จะดีเนื่องจากส่วนต่างดอกเบี้ยจะสูงขึ้น  พร้อมกันนี้อัตราดอกเบี้ยที่ลดลง ทำให้หน่วยลงทุน Property Fund  REIT  รวมไปถึงหุ้นที่เป็น high dividend  มีความน่าสนใจมากขึ้น อาทิ  KKP, TISCO, DIF เป็นต้น

ขณะเดียวกันการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย จะทำให้เงินบาทอ่อนค่าลง หุ้นได้ประโยชน์จะเป็นกลุ่มส่งออก ทั้งเกษตรและอุตสาหกรรม  เช่น KCE, HANA , SVI  , TFG, CPF, GFPT  เป็นต้น

@SPALIคาดกำลังซื้อเพิ่ม2%

ด้านนายไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) หรือ SPALI เปิดเผยว่า การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงจะส่งอานิสงส์เชิงบวกต่ออุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากลูกค้ากว่า 80 – 85% มีการขอสินเชื่อเพื่อที่พักอาศัย ทำให้ลูกค้ามีการตัดสินใจในการซื้ออสังหาริมทรัพย์เพิ่มมากขึ้น และยังทำให้ลูกค้ากล้าตัดสินใจที่จะซื้อที่พักอาศัยที่มีราคาที่สูงขึ้น เนื่องจากมีภาระในการจ่ายดอกเบี้ยที่ลดลง คาดว่าจะส่งผลทั้งอุตสาหกรรมจะมีลูกค้าที่มีกำลังซื้อเพิ่มอีก 2% แต่ยอมรับว่าการลดดอกเบี้ยไม่สามารถทดแทนลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการ LTV ที่ออกมาก่อนหน้านี้ได้

สำหรับภาพรวมการเติบโตของยอดขาย ช่วงครึ่งหลังปี 2562 จะมีการเติบโตที่ดีกว่าช่วงครึ่งแรกปี เนื่องจากบริษัทยังเดินหน้าเปิดตัวโครงการใหม่อย่างต่อเนื่องตามแผนที่วางไว้อีกราว 22 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 2.1 หมื่นล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วง 6 เดือนแรกที่มีการเปิดตัวโครงการใหม่ไป 9 โครงการ แบ่งออกเป็นโครงการแนวราบ 19 โครงการ ในส่วนที่เหลือเป็นโครงการคอนโดมิเนียม จำนวน 3 โครงการ

ขณะเดียวกันบริษัทยังมีสินค้าสร้างเสร็จพร้อมขาย (Stock) ในมืออีกกว่า 1.6 หมื่นล้านบาท เชื่อว่าจะเข้ามาช่วยสร้างยอดขาย (Presale) ในช่วงที่เหลือของปีนี้ได้เพิ่มมากขึ้นและสนับสนุนให้ยอดขายทั้งปี 2562 เติบโตได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ 3.5 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้ ปัจจุบันบริษัทยังมียอดขายรอการโอน (Backlog) อีกกว่า 4.3 หมื่นล้านบาท คาดทยอยรับรู้ในช่วงครึ่งหลังประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาท เชื่อว่าจะเข้ามาช่วยผลักดันให้ยอดโอนในปีนี้เติบโตได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ 2.8 หมื่นล้านบาท