ปัจจัยนอกทำหุ้นไทยผันผวน คลังพร้อมผนึกธปท.-ตลท.สู้

ทันหุ้น – หุ้นไทยสุดผันผวนลบแรง 18 จุด ก่อนดีดกลับ 5 จุด ตามภาวะตลาดหุ้นโลก ขณะจีนเข้าดูแลค่าเงินหยวน หลังอ่อนค่าแรง ด้านรมว.คลังมั่นใจหุ้นไทยเข็มแข็ง พร้อมหารือ ธปท.-ตลท.กำหนดนโยบายการเงิน-คลังไปทางเดียวกัน ด้าน FETCO ชี้ผลสำรวจเชื่อมั่นนักลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้ายังอยู่ในเกณฑ์ร้อนแรง

ภาวะการซื้อขายตลาดหุ้นไทยวานนี้ (6 ส.ค.) เต็มไปด้วยความผันผวน เปิดการซื้อขายร่วงลงไปต่ำสุดที่ระดับ 1647.49 จุด ลบแรงถึง 18 จุด ก่อนที่จะผลิกกลับมาเป็นบวก โดยปิดที่ระดับ 1,671.48 จุด เพิ่มขึ้น 5.49 จุด หรือ 0.33% มูลค่าการซื้อขาย 70,439.73 ล้านบาท  โดยตลาดหุ้นไทยเผชิญกับแรงเทขายเบื้องต้นจากความกังวลกรณีค่าเงินหยวนอ่อนค่า พร้อมกับถูกสหรัฐโจมตีถึงกรณีทำให้ค่าเงินอ่อนค่า แต่เมื่อธนาคารกลางจีนได้มีการกำหนดราคากลางค่าเงินหยวน ทำให้ตลาดมีความหวังกับการรักษาเสถียรภาพการเงินโลก ส่งผลให้เงินหยวนเริ่มนิ่งขึ้น และทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกมีการรีบาวด์

บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด ประเมินว่า  SET พักตัวลงมาแถวโซนแนวรับ 1650 และเกิดแรงดีดตัวกลับขึ้นมา ช่วยให้เกิดการประคองตัวเหนือแนวเส้นกดหลัก ทำให้ภาพไม่ได้แย่มากนัก แต่ตลาดน่าจะต้องใช้เวลาในการผันผวนสร้างฐานอีกสักระยะ โดยแนวรับจะอยู่แถว 1650 และ 1625-1630 เป็นระดับลุ้นการสร้างฐาน ในขณะที่ มีแนวต้านแถว 1680และ 1690

@คลังหารือธปท.-ตลท.

นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุถึง ภาวะตลาดหุ้นไทยที่ช่วงนี้ผันผวนว่าเป็นเพียงระยะสั้น ขอให้รอดูสถานการณ์ก่อน อย่างไรก็ตาม เห็นว่าตลาดหุ้นไทยมีความเข้มแข็งอยู่แล้ว และภาวะตลาดหุ้นทั่วโลกก็ล้วนได้รับผลกระทบจากเรื่องสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน อย่างไรก็ดี คลังพร้อมพูดคุยกับนายวิรไท สันติประภพ  ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เพื่อหารือเกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจ โดยจะดำเนินนโยบายทั้งด้านการเงินและการคลังให้สอดคล้องกัน

นายสมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดีสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ ระบุว่า สถานการณ์ค่าเงินหยวนอ่อนค่าเกิดจากปัญหาการประท้วงฮ่องกงที่ลุกลาม ทำให้ค่าเงินหยวนอ่อนค่า ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันมากกว่า โดยมองว่าสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนยังจบได้ยาก ดังนั้นผู้ส่งออกควรใช้กลยุทธ์แนวรับมากกว่า แต่ติดตามสถานการณ์ต่อเนื่อง

นายตีรณ พงศ์มฆพัฒน์ นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ ระบุว่า ปัญหาของสงครามการค้าเกิดจาก ความต้องการด้านการเป็นมหาอำนาจ และการเมืองของสหรัฐ มากกว่าแค่การค้า ดังนั้นจึงยังมองว่าจะจบได้ยาก ซึ่งการที่เงินหยวนอ่อนค่ามองว่าจีนไม่ได้ตั้งใจแทรกแซงให้อ่อนค่า แต่เกิดจากสิ่งต่างๆที่รุมเร้าจีน ทั้งเทรดวอร์ การประท้วง ทำให้ค่าเงินอ่อนค่า ในส่วนของไทยเองมองว่าค่าเงินไม่น่าจะอ่อนค่าตาม เนื่องจากไทยนับเป็นประเทศมั่นคงที่จะเป็นแหล่งพักเงินได้ โดยประเทศที่มีความเสี่ยงคือประเทศที่มีจีดีพีสูงๆ หากเกิดปัญหาต่อเนื่อง มองว่าเงินยังไม่ไหลออกจากไทย แต่อาจจะเข้าโดยเฉพาะพันธบัตร

@ดัชนีเชื่อมั่นยังร้อนแรง

ด้าน นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index) ประจำเดือน สิงหาคม 2562 ว่า ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้าปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็นเดือนที่ 2 อยู่ในเกณฑ์ร้อนแรง (Bullish) เป็นเดือนแรกในรอบห้าเดือน ในช่วงค่าดัชนี 120 – 159 โดยเพิ่มขึ้น 19.89% มาอยู่ที่ระดับ 131.21 ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนกลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ทรงตัวอยู่ใน Zone ร้อนแรงอย่างมาก (Very Bullish) สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ในโซนที่ร้อนแรง (Bullish) อาทิ ดัชนีความเชื่อมั่นของกลุ่มนักลงทุนต่างประเทศ,นักลงทุนรายบุคคล ส่วนทางด้านกลุ่มนักลงทุนสถาบันในประเทศ ลดลงมาอยู่ใน Zone ทรงตัว (Neutral) ขณะที่หมวดธุรกิจที่น่าสนใจมากที่สุด คือหมวดพาณิชย์ (COMM) และหมวดธุรกิจที่ไม่น่าสนใจมากที่สุด คือหมวดสื่อและสิ่งพิมพ์ (MEDIA)

ส่วนตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 5 ปี และอายุ 10 ปีมีแนวโน้มไม่เปลี่ยนแปลงในอีก 7 สัปดาห์ข้างหน้านับจากวันที่ทำการสำรวจ (19 ก.ค. 62) เนื่องจากแนวโน้มเศรษฐกิจไทยและอัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับที่ยังไม่จำเป็นต้องใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงิน”

ด้านนางสาวอริยา ติรณะประกิจ รองกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย เปิดเผยว่า ดัชนีคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุม กนง. รอบเดือนสิงหาคมนี้ อยู่ที่ระดับ 52 เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากครั้งที่แล้ว แต่ยังคงอยู่ในเกณฑ์ “ไม่เปลี่ยนแปลงไปจากปัจจุบัน (Unchanged)” สะท้อนมุมมองของตลาดที่ว่าการประชุม กนง. ในเดือนสิงหาคมนี้ จะยังคงดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ระดับร้อยละ 1.75 ต่อไป โดยมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ชะลอลง อัตราเงินเฟ้อที่ยังต่ำกว่ากรอบเป้าหมาย และ Fund flow จากต่างชาติที่ลดลง เป็นปัจจัยกำหนดที่สำคัญ

ส่วนดัชนีคาดการณ์อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล 5 ปีและ 10 ปี ในรอบการประชุม กนง. กันยายน 2562 ยังอยู่ในเกณฑ์ “ไม่เปลี่ยนแปลงไปจากปัจจุบัน (Unchanged)” ซึ่ง Bond yield 5 ปีอยู่ที่ระดับ 1.75% และ Bond yield 10 ปีอยู่ที่ 1.95% ณ วันที่ทำการสำรวจ (19 ก.ค. 62) โดยปัจจัยหนุนสำคัญ ได้แก่ ทิศทางอัตราดอกเบี้ยโลกที่มีแนวโน้มลดลง อุปสงค์อุปทานในตลาดตราสารหนี้ และ Fund flow จากต่างชาติ