แผนชัดโรงไฟฟ้าชุมชน UACต้นแบบเตรียมคว้า

ทันหุ้น- รัฐมนตรีพลังงานหนุนโรงไฟฟ้าชุมชนสู่ PDP2018 เข้าทาง UAC ต้นแบบ โรงไฟฟ้าแม่แตง เตรียมวางเกมตั้งโรงไฟฟ้าชุมชม ชี้ผลงานประจักษ์ สร้างประโยชน์ชุมชน พร้อมเปิดโมเดลสร้าง S Curve ธุรกิจเคมีภัณฑ์ต่อเนื่อง เตรียมยกระดับจากเทรดดิ้งสู่ผู้ให้บริการเคมีภัณฑ์ตามเทรนด์โลก พร้อมวางเกมผลิตสินค้าปลายน้ำให้ลูกค้า ดันธุรกิจโตเพิ่มไม่ต่ำกว่า 25% ขณะที่ปีนี้รับโชคปิโตรฯต้นน้ำวูบดันมาร์จิ้น แสกนผลงาน 3 ปี โตแรงต่อเนื่อง ให้ยีลด์ปันผลสูงเกิน 5%

แนวทางการปรับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ ปี 2561-2580 (PDP2018) ของ นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ชัดเจนมากขึ้น หลังประกาศอย่างต่อเนื่องว่า จะเพิ่มสัดส่วนพลังงานทดแทนมากขึ้น ในรูปแบบของ “โรงไฟฟ้าชุมชน” โดยจะให้ องค์กร ร่วมมือกับ ภาคชุมชน ผลิตไฟฟ้าทั้งจากโซลาร์รูฟ โซลาร์ฟาร์ม ไบโอก๊าซ ไบโอแมส เป็นการผลิตเพื่อใช้เองในชุมชน หากเหลือให้ขายส่วนเกินเข้าระบบ

สถานการณ์ดังกล่าวนับว่าเข้าทางในการดำเนินธุรกิจของ “บริษัท ยูเอซี โกลบอล จำกัด (มหาชน)” หรือ UAC ผู้ประกอบธุรกิจนำเข้าและจำหน่ายสารเคมีที่ใช้ในอุตสาหกรรมน้ำมัน โรงกลั่น ปิโตรเคมี และธุรกิจการผลิตเคมีภัณฑ์ที่ใข้ในอุตสาหกรรมต่าง ซึ่งมีพอร์ตธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนรวม 12 เมกะวัตต์ โดยเฉพาะ โครงการโรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพจากพืชพลังงานแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ของ UAC กำลังการผลิต 1.483 เมกะวัตต์ และเพิ่งได้รับรางวัล Thailand Energy Awards 2019 ของกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กระทรวงพลังงาน นับเป็นหนึ่งในต้นแบบที่ UAC จะดำเนินการโรงไฟฟ้าร่วมกับชุมชนได้

@ UAC เซ็ทโรงไฟฟ้าชุมชน

นายกิตติ ชีวะเกตุ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร UAC ระบุกับ “ทีมงานทันหุ้น” ว่า บริษัทกำลังที่จะยกโมเดลในโครงการแม่แตงนำเสนอเข้าหาชุมชนแต่ละชุมชน เพื่อที่จะเตรียมความพร้อมรองรับนโยบายโรงไฟฟ้าชุมชนของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน โดยยอมรับว่าบริษัทมีโอกาสที่จะได้รับโครงการโรงไฟฟ้าชุมชนร่วมกับชุมชนจำนวนมาก หากนโยบายออกมาชัดเจน เนื่องจากได้แสดงให้เห็นแล้วในการผลิตกระแสไฟฟ้าต่างๆ เป็นที่ยอมรับของชุมชน และส่งผลประโยชน์ต่อชุมชน สร้างรายได้ในชุมชน ส่งเสริมการปลูกพืชพลังงาน

โครงการนี้ใช้วัตถุดิบประมาณ 28,000 ตัน สร้างรายได้ให้แก่โรงไฟฟ้าฯ มากกว่า 50 ล้านบาทต่อปี เทียบเท่าการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณปีละ 4,712 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ ขณะที่ผลตอบแทนต่างๆ นั้นเชื่อว่าจะเป็นราคาที่ยุติธรรมซึ่งจะทำให้เกิดได้

“คือโรงไฟฟ้าที่เราทำนั้นเป็นต้นแบบได้อยู่แล้ว ชุมชนก็ใช้ที่ละ 1-2 เมกกะวัตต์ อยู่ที่วางจะยกให้ไปตั้งที่ไหน ซึ่งนอกจากกำลังผลิตไฟฟ้าแล้ว ยังมีผลพลอยได้อย่างสารปรับปรุงดินที่จะเป็นประโยชน์ต่อชุมชนอีก โดยบริษัทยังสามารถที่จะโรงไฟฟ้าแบบไฮบริด หรือ รวมเชื้อเพลิงหลากหลายเข้าไว้ด้วยกันด้วย”

ไม่เพียงเท่านั้นบริษัทยังจะเดินหน้าในการลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเวียดนาม ซึ่งมีโอกาสร่วมกับพันธมิตร โดยได้วางนโยบายจำกัดความเสี่ยงไว้พอสมควร ทั้งในด้านของผลตอบแทนหากเป็นโครงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์-ลม จะได้ต้องมีผลตอบแทนโครงการ (IRR) ไม่ต่ำกว่า 10% ส่วนโรงไฟฟ้าชีวมวล IRR ต้อง 15% ขึ้นไป และได้มีการป้องกันความเสี่ยงโดยพันธมิตรจะต้องมีความสามารถด้านคอนเนกชั่น การเงิน และร่วมลงทุนกับบริษัทต่อเนื่อง ซึ่งจะปลอดภัยมากกว่าซื้อมาทั้ง 100%

@ ยกระดับเทรดดิ้งเป็นเซอร์วิส

ขณะที่แนวทางในส่วนของธุรกิจในด้านของเคมีภัณฑ์ นั้น ในส่วนของการเทรดดิ้งที่มีสัดส่วนรายได้ 60% นั้น บริษัทกำลังยกระดับไปสู่การเป็นผู้ให้บริการในการเซอร์วิสเคมีภัณฑ์กับกลุ่มน้ำมัน โรงกลั่น ปิโตรเคมี นับเป็นเทรนด์ที่กำลังเกิดขึ้นในต่างประเทศกับบริษัทพลังงานขนาดใหญ่

โดยบริษัทลูกค้าไม่จำเป็นต้องสั่งซื้อสต็อคสินค้าจำนวนมาก ซึ่งเป็นการลดต้นทุนด้านสต็อค รวมถึงการลดต้นทุนด้านแรงงาน เนื่องจากบริษัทเป็นผู้เข้าไปให้บริการเองเบ็ดเสร็จ ซึ่งบริษัทกำลังวางระบบในการให้บริการ และการจัดโครงการกับซัพพลายเออร์ โดยสิ่งที่บริษัทจะได้คือรายได้ที่มั่นคงแน่นอน และคำสั่งซื้อสินค้าอย่างต่อเนื่อง

@แตกไลน์ขั้นปลายดันเคมีโต25%

ส่วนธุรกิจผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เคมีภัณฑ์ โดยมีผลิตภัณฑ์หลัก คือ เคมีภัณฑ์ประเภทลาเท็กซ์อีมัลชั่นและโพลิเมอร์ที่ใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ ภายใต้ บริษัทย่อย ยูเอซี แอ็ดวานซ์โพลิเมอร์ แอนด์ เคมิคัลส์ หรือ UAPC นั้น ซึ่งมีสัดส่วนรายได้ราว 20%  ปัจจุบันอุตสาหกรรมต่างๆ อาทิ สี ก่อสร้าง กระดาษ เครื่องนุ่งห่ม ของใช้ครัวเรือน และอื่นๆ นำไปใช้ในการผลิต ส่วนใหญ่เป็นขั้นกลาง เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ขั้นปลาย

แต่บริษัทจะเข้าไปเพิ่มไลน์การผลิตขั้นปลาย เพื่อผลิตส่งมอบผลิตภัณฑ์ให้ลูกค้าอุตสาหกรรมนำไปติดแบรนด์ใช้ขายต่อให้ลูกค้าทันทีเลย บริษัทไม่ได้ผลิตแข่งแต่จะเป็น OEM ให้ ซึ่งเหมาะกับเมกะเทรนด์สมัยนี้ที่การต้องย่นการผลิตให้สั้นลง และลูกค้าจะลดต้นทุนด้านแรงงานต่างได้ และมีการบริหารจัดการให้ ซึ่งขณะนี้มีการวางไลน์ผลิต 2-3 ผลิตภัณฑ์แล้ว โดยคาดว่าจะมีการเติบโตที่สูงมาก ซึ่งการเพิ่มไลน์ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจะช่วยให้ธุรกิจเคมีภัณฑ์โตถึง 25%

@ เจาะUAC โต 2 เด้ง

สำหรับแนวโน้มการเติบโตในปีนี้ รายได้ได้รวมของบริษัทจะแตะที่ระดับ 2.7 -2.8 พันล้านบาท ซึ่งเติบโตเพิ่มขึ้น 10%  แต่ในส่วนของมาร์จิ้นนั้นปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากต้นทุนปิโตรเคมีขั้นต้นที่ปรับตัวลดลง ส่งผลต่อกำไรที่ดีขึ้น ประกอบกับ ธุรกิจไบโอดีเซล ที่บริษัทถือหุ้น และติดลบเมื่อต้นปีนั้น ตอนนี้ดีขึ้นหลังภาครัฐสนับสนุนการใช้ B10-B20 ทำให้ในช่วงของครึ่งปีหลังจากที่เคยกดดันก็จะส่งเสริมเป็นบวกแทน

นายกิตติ บอกด้วยว่า บริษัทยังมีการเติบโตเป็น Growth อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจากแผนที่ดำเนินการมานั้น จะส่งผลให้บริษัทได้การเติบโตใน 2 รูปแบบด้วย  คือ การเติบโตตามปกติของธุรกิจ (Organic Growth) ซึ่งเติบโตปีละ 10% และการเติบโตจากโมเดลใหม่ (Inorganic Growth) โดยเฉพาะธุรกิจใหม่ซึ่งจะเป็นตัวเพิ่มเติมเข้าไปอีกและมีโอกาสมากกว่า Organic Growth

ทั้งนี้ ทีมงานทันหุ้น เข้าไปตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่า UAC มีกำไรที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดมาโดยตลอด ปี 2559 มีกำไรต่อหุ้น 0.05 บาท ปี 2560 มีกำไรต่อหุ้น 0.15 บาท ปี 2561 มีกำไรต่อหุ้น 0.21 บาท ขณะที่ไตรมาส1/2562 มีกำไรต่อหุ้นแล้ว 0.10 บาท  โดยปีที่ผ่านมาบริษัทมีการปันผล 0.16 บาท คิดเป็นอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend yield)ที่ราคาล่าสุด 3.08 บาท ราว 5.19% ไม่รวมการเติบโตปีนี้