SNAPSHOT : AMA

AMA บริษัท อาม่า มารีน จำกัด (มหาชน)

Company Background

บริษัท อาม่า มารีน จำกัด (มหาชน) (“บริษัท” หรือ “AMA”) ก่อตั้งขึ้นในปี 2539 เพื่อดำเนินธุรกิจให้บริการขนส่งสินค้าเหลว (Liquid Product) ทางเรือ โดยเริ่มจากการให้บริการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศ ปัจจุบันบริษัทให้บริการขนส่งสินค้าเหลว ได้แก่ ผลิตภัณฑ์น้ำมันปาล์ม และน้ำมันพืชชนิดต่างๆ ไปยังประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียตะวันออก เอเชียใต้ รวมถึงมีแผนที่จะให้บริการขนส่งสินค้าเหลวประเภทอื่น เช่น น้ำมันเชื้อเพลิง กากน้ำตาล (Molasses) และสารเคมีที่มีความอันตรายไม่สูง (Easy Chemical)

นอกจากนี้ บริษัทได้จัดตั้งบริษัท เอ เอ็ม เอ โลจิสติกส์ จำกัด (“AMAL”) ในปี 2557 เพื่อดำเนินธุรกิจให้บริการขนส่งสินค้าทางรถ โดยเน้นการให้บริการขนส่งสินค้าเหลวภายในประเทศ บริษัทถือหุ้น AMAL ในสัดส่วนร้อยละ 99.99 ของทุนจดทะเบียนชำระแล้ว ปัจจุบัน AMAL ให้บริการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงและไบโอดีเซล B100 เป็นหลัก บริษัทมีแผนที่จะขนส่งสินค้าประเภทอื่นๆ ในอนาคต

Key Development of Company

2539       ก่อตั้งบริษัท อาม่า มารีน จำกัด ด้วยทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท และเพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 12.0 ล้านบาท และ 60.0 ล้านบาทตามลำดับ

2544       ให้บริการขนส่งสินค้าในเส้นทางต่างประเทศ โดยเริ่มจากประเทศเมียนมาร์และเวียดนาม และเพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 100.0 ล้านบาท

2546       ขยายเส้นทางการให้บริการไปยังประเทศฟิลิปปินส์ และเพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 110.0 ล้านบาท

2557       ก่อตั้งบริษัท เอ เอ็ม เอ โลจิสติกส์ จำกัด ด้วยทุนจดทะเบียน 5.0 ล้านบาท

2559       แปรสภาพเป็นบริษัทมหาชน โดยเพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 215.8 ล้านบาท และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ mai เมื่อ 22 ธันวาคม 2559 ในขณะที่ AMAL เพิ่มทุนเป็น 190.0 ล้านบาท

2561       เพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 258.9 ล้านบาท เพื่อให้สอดคล้องกับการจ่ายหุ้นปันผล

Business Plan

สินค้า / บริการ     AMA เป็นผู้ให้บริการขนส่งสินค้าเหลวประเภทน้ำมันและสารเคมีในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียตะวันออก และเอเชียใต้ โดยสินค้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์น้ำมันปาล์ม เช่น น้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ไขปาล์ม (Palm Stearin) น้ำมันเมล็ดในปาล์มดิบ (CPKO) น้ำมันปาล์มกึ่งบริสุทธิ์ (RBDPO) และน้ำมันปาล์มบริโภค (Palm Olein) เป็นต้น ขณะที่ AMAL เป็นผู้ให้บริการขนส่งสินค้าทางรถในกลุ่มผลิตภัณฑ์น้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศ โดยสินค้าหลัก ได้แก่ น้ำมันเชื้อเพลิง และไบโอดีเซล (B100)

สถานะทางการตลาด         AMA เป็นผู้ให้บริการขนส่งสินค้าเหลวที่มีศักยภาพ มีส่วนแบ่งทางการตลาดเป็นอันดับ 1 ในการให้บริการขนส่งผลิตภัณฑ์น้ำมันปาล์มในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

จุดขายที่โดดเด่น                ให้บริการขนส่งสินค้าบนมาตรฐานด้านการควบคุมคุณภาพและปริมาณสินค้า ตั้งแต่จุดรับสินค้าและนำส่งไปถึงปลายทางอย่างครบถ้วน ตรงตามเวลา

กลยุทธ์ด้านราคา                AMA กำหนดอัตราค่าขนส่งสินค้าตามกลไกราคาตลาดและ cost plus โดยอัตราค่าขนส่งสินค้าที่เสนอให้กับผู้เช่าประจำจะใช้อ้างอิงกันในช่วงระยะเวลาประมาณ 3 ถึง 6 เดือน ด้าน AMAL ได้ทำสัญญาการให้บริการขนส่งสินค้ากับผู้ว่าจ้างโดยกำหนดอัตราค่าขนส่งสินค้าอ้างอิงตามราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงหน้าสถานีบริการน้ำมัน ตามตารางค่าขนส่งที่กำหนดไว้ในสัญญาว่าจ้างขนส่ง

ความคุ้มค่าต่อลูกค้า         AMA มีประสบการณ์ในการให้บริการขนส่งสินค้าทางเรือมากกว่า 20 ปี จึงมีความชำนาญและเข้าใจความต้องการของลูกค้าเป็นอย่างดี มีพนักงานที่ปฎิบัติงานอย่างเต็มประสิทธิภาพเพื่อให้สินค้าถึงมือลูกค้าอย่างถูกต้องและทันเวลา ขณะที่ AMAL แม้จะอยู่ในธุรกิจขนส่งสินค้าทางรถได้ไม่นาน แต่มีการขยายการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญในทุกๆ ปี และด้วยขนาดบริษัทที่ไม่ใหญ่มากนัก จึงมีความคล่องตัวสูงในการที่จะปรับเปลี่ยนให้ตรงกับความต้องการของลูกค้า

Investment Highlight

2561       AMA ซื้อเรือบรรทุกน้ำมันและสารเคมีเพิ่ม 1 ลำ น้ำหนักบรรทุก 13,221 เดทเวทตัน ทำให้กองเรือของบริษัทมีจำนวน 11 ลำ น้ำหนักบรรทุกรวม 96,202 เดทเวทตัน

2562       AMAL มีแผนที่จะเพิ่มจำนวนลูกค้าและขยายการให้บริการขนส่งไปยังสินค้าประเภทอื่น โดยในปี 2562 มีแผนที่จะซื้อรถบรรทุกน้ำมันเพิ่มอีก จำนวน 30 คัน

TBC        AMA และ AMAL มีแผนเติบโตแบบ Inorganic growth ผ่านการควบรวมกิจการ หรือการร่วมทุนกับบริษัทที่เกี่ยวข้องในธุรกิจโลจิสติกส์ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ทั้งสองบริษัทมีความคุ้นเคยและมีความชำนาญอยู่แล้ว

 

AMA ขนส่งทางบกโตเกินเป้า35% เตรียมเพิ่มรถ-เดินเรือเต็มกำลัง

ทันหุ้น – AMA กางแผนธุรกิจครึ่งปีหลังปี 62 เล็งเพิ่มรถบรรทุกให้บริการขนส่งทางบกครบ 181 คัน จากปีก่อนที่ 151 คัน เชื่อรายได้ขนส่งทางบกโตเกินเป้า 35% ฟากผู้บริหารมั่นใจรายได้รวมมาตามนัด 1.7 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น  15% พร้อมลุยเดินเรือเต็มกำลัง

นายพิศาล รัชกิจประการ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อาม่า มารีน จำกัด (มหาชน) หรือ AMA เปิดเผยว่า บริษัทสั่งซื้อรถบรรทุกเพื่อใช้ในธุรกิจทางบกหรือขนส่งทางรถจำนวน 20 คัน โดยจะเพิ่มรถในช่วงเดือนกันยายน หรือตุลาคมทั้งนี้บริษัทคาดการให้บริการขนส่งทางบกสิ้นปีนี้จะมีรถให้บริการครบ 181 คัน จากสิ้นปีก่อนที่ 151 คัน สำหรับครึ่งปีแรกบริษัทเพิ่มรถให้บริการแล้ว 151 คัน

ขนส่งทางบกบูม

สำหรับทิศทางการเติบโตของธุรกิจทางบกหรือขนส่งทางรถปีนี้จะเติบโตได้สูงกว่าเป้าหมาย หรือมีอัตราการเติบโตสูงกว่า 35% หลังจากอุตสาหกรรมการขนส่งยังมีความต้องการจากลูกค้าเป็นจำนวนมาก ทั้งลูกค้าหลักอย่าง บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG รวมถึงลูกค้ารายอื่นๆ โดยบริษัทมีแผนเพิ่มจำนวนรถให้บริการเร็วกว่ากำหนด ประกอบกับราคาน้ำมันมีแนวโน้มปรับตัวลดลง อีกทั้งปัจจัยดังกล่าวจะช่วยสนับสนุนผลการดำเนินงานของบริษัทให้ฟื้นตัวอย่างชัดเจน

ขณะที่ธุรกิจการน้ำหรือการขนส่งทางเรือปัจจุบันบริษัทให้บริการเรือทั้งหมด 11 ลำ น้ำหนักบรรทุกทั้งหมดเกือบ 1 แสนเดทเวตตัน และในปีนี้บริษัทไม่มีแผนจะเพิ่มเรือ สำหรับเส้นทางขนส่งสินค้า บริษัทยังให้บริการนำเข้าน้ำมันปาล์มจากต่างประเทศ อาทิ จีน บังคลาเทศ อินโดนีเซีย ส่วนประเทศที่อยู่ใกล้เคียงประเทศไทย บริษัทยังนำเข้าสินค้าจากประเทศเมียนมา เวียดนาม ฟิลิปปินส์ เป็นต้น

ผลงานครึ่งปีหลังแจ่ม

นายพิศาล กล่าวต่อว่า บริษัทคาดแนวโน้มผลประกอบการครึ่งปีหลังปี 2562 จะเติบโตดีกว่าช่วงเดียวกันกับปีก่อน และคาดว่าผลประกอบการจะเติบโตต่อเนื่องในทุกๆ ไตรมาส ซึ่งตั้งแต่เดือนสิงหาคมเป็นต้นไป บริษัทจะให้บริการเดินเรือเต็มน้ำหนักบรรทุก หลังจากช่วงที่ผ่านมามีเรือ 1 ลำ เข้าอู่และงดให้บริการ โดยมีปัจจัยสนับสนุนมาจากราคาต้นทุนในการขนส่ง หรือราคาน้ำมันปรับตัวลดลง ส่งผลให้ทิศทางการขนส่งทางเรือ มีโอกาสจะทำกำไรได้ดีกว่าช่วงที่ผ่านมา ขณะที่แผนการขนส่งสินค้ายังเป็นไปตามแผน และไม่มีปัจจัยเข้ามากดดันในการดำเนินธุรกิจ

ส่วนภาพรวมผลประกอบการทั้งปีบริษัทมองภาพรวมจะเติบโตดีกว่าปีก่อน โดยบริษัทตั้งเป้ารายได้เติบโต 15% จากปีก่อน 1.7 พันล้านบาท ซึ่งการเติบโตดังกล่าวจะมาจากธุรกิจการขนส่งทางเรือและทางรถ ขณะเดียวกันคาดอัตรากำไรสุทธิ(Net Profit Margin) จะสูงกว่าปีก่อนที่ 5.06% จากการควบคุมการบริหารจัดการ โดยคาดธุรกิจการขนส่งทางรถจะเห็นการเติบโตอย่างชัดเจน หรือมีอัตรากรรเติบโตเป็นตัวเลข 2 หลัก จากที่ผ่านมาอัตราการเติบโตอยู่ในหลักเดียว อนึ่ง 3 เดือนแรกบริษัทมีรายได้แล้ว 430.11 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 12.46 ล้านบาท

 

โบรกส่องกล้อง AMA เคาะกำไรQ2 พุ่ง 50% แนะนำซื้อเข้าพอร์ต

ทันหุ้น –  โบรกสแกน AMA คาดกำไรไตรมาส 2/62 พุ่งขึ้น 50% แตะ 36 ล้านบาท จากธุรกินขนส่งและขยายกองเรือเพิ่ม แนะ “ซื้อ” เคาะราคาเหมาะสม 8.00 บาท

            บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด หรือ GBS แนะนำ “ซื้อ” AMA ราคาเหมาะสม 8.00 บาท โดยคาดการณ์กำไร ไตรมาส 2/62 ราว 36 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 50% จากปีก่อน และเพิ่มขึ้น 192% จากไตรมาสก่อน จากการสนับสนุนจากทั้ง ธุรกิจขนส่งสินค้าทางรถที่มีการขยายกองรถเพิ่มขึ้นอีก 10 คัน สู่ระดับ 161 คัน เทียบกับไตรมาส 2/61 ที่มีกองรถเท่ากับ 150 คัน และธุรกิจขนส่งสินค้าทางเรือที่มีเรือเข้าซ่อมบำรุงเพียง 1 ลำ เทียบกับไตรมาสที่ผ่านมามีเรือเข้าซ่อมบำรุงถึง 3 ลำ

อย่างไรก็ดีคาดรายได้จะทรงตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าที่ราว 441 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทมีรายรับเป็นเงินเงินสกุลดอลลาร์กว่า 70% ซึ่งได้รับผลกระทบจากเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น 3.4% ในไตรมาส 2/62 อย่างไรก็ตาม % GPM รวมมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นสู่ระดับ 20.5% เนื่องจาก % U.rate ของธุรกิจเรือที่คาดว่าจะปรับตัวดี

มองรายได้โตเด่น

ส่วนแนวโน้มผลประกอบการช่วงที่เหลือของปีจะเร่งตัวดีขึ้น ด้วยเหตุผล 2 ประการ 1) ธุรกิจขนส่งสินค้าทางเรือ (สัดส่วนรายได้ 73%) จะมีแนวโน้มดีขึ้นจากจำนวนเรือซ่อมบำรุงลดลง สนับสนุนให้ % GPM ปรับตัวดีขึ้นเหนือระดับ 20% จากไตรมาส 1/62 อยู่ที่ระดับ 10.3% และ 2) ธุรกิจขนส่งสินค้าทางรถ(สัดส่วนรายได้ 27%) คาด % GPM ทรงตัวที่ระดับสูง 26% และคาดว่ารายได้จะเติบโตโดดเด่นจากการขยายกองรถสู่ 181 คัน ณ สิ้นปี 62 จาก 150 คัน ณ สิ้นปี 61

ประกอบกับการใช้กองรถได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น สอดคล้องกับความต้องการใช้น้ำมัน B20-B100 ภายในประเทศที่เพิ่มสูงขึ้นจากนโยบายภาครัฐฯ ทำให้ความต้องการบริการขนส่งทางรถเพิ่มขึ้น ทั้งนี้เราคาด %GPM รวมจะปรับตัวดีขึ้นสู่ 20% จากปี 61 อยู่ที่ระดับ 18% และคาดกำไรปี 62 ราว 140 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 56%จากปีก่อน

ดังนั้นเริ่มต้นคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสม 8.00 บาท ซึ่งประเมินราคาเหมาะสมด้วยวิธี Prospective P/E โดยอิง P/E Ratio ที่ระดับ 29.5 เท่า (ค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 2 ปี) และคาดกำไรต่อหุ้นปี 62 ราว 0.27 บาทต่อหุ้น ได้ราคาเหมาะสม 8 บาท อีกทั้งค่า P/EG Ratio ต่ำกว่า 1 เท่าเมื่อเทียบกับอัตราเติบโตเฉลี่ยปี 61-63 ที่ 34% จึงเริ่มต้นคำแนะนำ “ซื้อ”