‘SCN’ปฏิบัติการพลิกธุรกิจ เดินเกมบุก’3+1’ปั้นผลงาน

ทันหุ้น – “ดร.ฤทธี กิจพิพิธ” ปฏิบัติการพลิกธุรกิจ SCN เดินหน้าปรุงสูตร ‘3+1’ ชูธงบุก NGV-ยานยนต์-พลังงานทดแทน-โลจิสติกส์ ปั้มยอดขาย พร้อมเสริมฐานผลงานในอนาคตแข็งแกร่ง

เมื่อธุรกิจหลักในการให้บริการก๊าซธรรมชาติ(NGV)แบบครบวงจร กลับไม่สร้างรายได้อย่างครบวงจร “บริษัท สแกน อินเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCN”จำต้องลดจุดเสี่ยง เพิ่มจุดขาย หวังสกัดจุดอ่อน “ดร.ฤทธี กิจพิพิธ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SCN เล่าว่า ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมาบริษัทเห็นสัญญาณการปรับตัวลดลงของธุรกิจ NGV มาโดยตลอด และบริษัทได้มีการปรับตัวมาอย่างต่อเนื่อง โดยเดินเกมลงทุนหลากหลายธุรกิจเพื่อลดความเสี่ยงจากธุรกิจหลัก NGV ขยายสู่ธุรกิจยานยนต์ และพลังงานทดแทนเพื่อสร้างรายได้ให้เติบโตต่อเนื่อง

ชงสูตรเข้ม3+1=..?

นั่นจึงเป็นที่มาของสูตรธุรกิจ “3+1” เรือธงสำคัญที่จะนำพา SCN สู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต เริ่มจาก 1.ธุรกิจ NGV แม้ภาพรวมธุรกิจไม่สดใสเหมือนที่ผ่านมา แต่ด้วย NGV เป็นพลังงานบริสุทธิ์ที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ดังนั้นในอนาคตหากภาครัฐจะกลับมาสนับสนุน NGV บริษัทก็จะได้รับอานิสงส์สูงสุด ธุรกิจจะกลับมาขยายตัวอีกครั้ง รวมทั้งบริษัทมีส่วนเสริมจากธุรกิจก๊าซธรรมชาติสำหรับอุตสาหกรรม(iCNG) ขนส่งก๊าซให้กับโรงงานอุตสาหกรรมที่มีความต้องการค่อนข้างสูง ปัจจุบันมีลูกค้าหลายราย รวมทั้งได้ร่วมกับพันธมิตรในการขนส่งก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG)

2.ธุรกิจยานยนต์ บริษัทไม่ใช่หน้าใหม่หรือไม่มีความรู้เพราะเดิมทำธุรกิจขายรถ ซ่อมบำรุง และติดตั้งนานมาก โดยเป็นตัวแทนเปิดโชว์รูมรถยนต์มิตซูบิชิ และธุรกิจขายอุปกรณ์ติดตั้งก๊าซ NGV ให้กับรถยนต์ทุกประเภท ล่าสุดได้จัดตั้งบริษัท แพนเทอรา มอเตอร์ส จำกัด เพื่อดำเนินธุรกิจประกอบและจัดจำหน่ายรถบัส หรือ มินิบัส ที่มีมาตรฐานสูงสุดในไทย และศึกษาการทำธุรกิจลิสซิ่งเพื่อจะมารองรับการขายมินิบัส นอกจากนี้บริษัทเตรียมความพร้อมการเข้าประมูลโครงการจัดหารถโดยสารปรับอากาศ NGV ให้กับองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ(ขสมก.)ที่จะเปิดประมูลรถเมล์เช่า 7 ปี จำนวน 700 คัน ส่วนโครงการก่อนหน้าที่ร่วมกับ CHO แม้จะมีการส่งมอบรถครบ 489 คัน แต่บริษัทยังมีรายได้จากสัญญาซ่อมบำรุงรถเมล์ NGV มูลค่ากว่า 2,300 ล้านบาท ตลอดอายุสัญญา 10 ปี

3.ธุรกิจพลังงานทดแทน บริษัทมีโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในไทย กำลังการผลิตรวม 6 เมกะวัตต์ และขยายการลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ เมืองมินบู ประเทศเมียนมา กำลังการผลิต 220 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าใหญ่อันดับ 3 ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งบริษัทถือหุ้น 40% โดยขายไฟให้รัฐบาลเมียนมารับเงินในรูปแบบของเงินดอลลาร์ดังนั้นความเสี่ยงเรื่องการยกเลิกสัญญา อัตราแลกเปลี่ยน หรือการไม่จ่ายเงินไม่มีแน่นอนเพราะบริษัทป้องกันความเสี่ยงทุกด้าน โดยโครงการมินบูเฟสแรก มีกำลังการผลิต 50 เมกะวัตต์ คาดว่าจะเริ่มจำหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (COD) เร็วสุดปลายเดือน ก.ค. หรือช้าสุดในช่วงต้นเดือนส.ค.นี้ จากนั้นจะเริ่มก่อสร้างเฟส 2 เฟส 3 และ เฟส 4 โดยโครงการดังกล่าวจะสร้างรายได้มากกว่า 1,000 ล้านบาทต่อปี และสร้างรายได้ตามสัดส่วนถือหุ้นมากกว่า 400 ล้านบาทต่อปี

ปูพรมรายได้โต30%

และท้ายสุดอีก 1 ธุรกิจที่เข้ามาเสริม คือ “โลจิสติกส์” ซึ่งเป็นการต่อยอดจากธุรกิจหลัก โดยบริษัทให้บริการขนส่งก๊าซให้กับลูกค้าทั้งในไทยและต่างประเทศ

อย่างไรก็ดี สัดส่วนรายได้ของบริษัทมาจากธุรกิจ NGV ปัจจุบันคิดเป็นรายได้ 40% ในอนาคตจะลดลงเป็น 30% ธุรกิจยานยนต์ ปัจจุบัน 40% อนาคตลดลงเป็น 30% ธุรกิจพลังงานทดแทน ปัจจุบัน 10% ในอนาคตเพิ่มเป็น 30% และ โลจิสติกส์ คงสัดส่วนรายได้ที่ 10%

“รายได้ของเรายังเติบโตต่อเนื่อง โดยธุรกิจ NGV จะมีลักษณะเป็นสัมปทานทำให้มีรายได้ต่อเนื่อง ทั้งการผลิตก๊าซ ขนส่ง การปรับปรุงคุณภาพก๊าซ รวมทั้งการซ่อมบำรุงสถานีอาจจะลดลงเล็กน้อย แต่ธุรกิจ iCNG เติบโตต่อเนื่อง โดยปีนี้คาดว่าจะเติบโต 30% จากลูกค้าที่เข้ามาต่อเนื่อง นอกจากนี้จะเริ่มธุรกิจ LNG จะเพิ่มยอดขายเข้ามา ขณะที่ธุรกิจยานยนต์ได้มีการเพิ่มธุรกิจรถเล็ก รถใหญ่ และมีการซ่อมบำรุงรถ 489 คันซึ่งจะรับรู้ปีนี้เต็มปี มินบูมีการ COD ในช่วง ก.ค.-ส.ค.นี้ คาดว่าจะรับรู้รายได้เข้ามาตั้งแต่เดือน ก.ย.เป็นต้นไป ด้วยปัจจัยหนุนดังกล่าวข้างต้นคาดว่าจะทำให้ SCN สามารถสร้างรายได้เติบโต 30% ”

นั่งแท่นผู้นำพลังงาน

ถามว่า..มองภาพการเติบโตในช่วง 3-5 ปีข้างหน้าอย่างไร “ดร.ฤทธี” มั่นใจว่า SCN เป็นผู้นำด้านพลังงาน เป็น King Of NGV-iCNG บริษัทมีความแข็งแกร่งในด้านการนำก๊าซธรรมชาติจากจุดหนึ่งไปสู่จุดหนึ่งโดยไม่ต้องใช้ท่อ ทำได้ทุกรูปแบบทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ โดยในต่างประเทศ บริษัทมีการขายอุปกรณ์ที่เวียดนามและอินโดนีเซีย ซึ่งทั้งสองประเทศใช้ก๊าซธรรมชาติเช่นเดียวกับไทยและในอนาคตหากมีการขยายในส่วนของการใช้ในรถยนต์เพิ่มขึ้นจะทำให้บริษัทมียอดขายที่เพิ่มขึ้น ส่วนพลังงานทดแทน บริษัทคงเน้นโครงการที่มีความเสี่ยงน้อย ผลตอบแทนสูง ขณะที่ธุรกิจยานยนต์ บริษัทก้าวสู่การขายมินิบัสเต็มตัว ดังนั้นงานของภาครัฐและเอกชนที่จะมีการประมูลในอนาคต บริษัทมีความพร้อมอย่างมากที่จะเข้าประมูล ดังนั้นขอให้เชื่อมั่นว่าแผนงานของบริษัทนับจากนี้จะสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนแน่นอน