ห่วงโซ่ของ Risk-Probaility-Outcomes

สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้อ่านเจอบทความที่ดีบทความหนึ่ง ซึ่งสรุปการบรรยายของผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ถึงปัญหาของ “ภาวะหนี้สินในระดับครัวเรือนของคนไทยสูงเป็นอันดับต้นๆของโลก เมื่อเทียบกับประเทศที่มีระดับการพัฒนาใกล้เคียงกัน โดยประเทศไทยมีหนี้ครัวเรือนต่อ GDP อยู่ที่ 78.7% ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเป็นผลมาจากการที่ภาคธุรกิจพยายามกระตุ้นให้ลูกค้าซื้อของฟุ่มเฟือยหรือก่อหนี้จนเกินความจำเป็นจากการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต การซื้อก่อนผ่อนชำระที่หลัง โปรแกรมการผ่อนชำระ 0% เป็นต้น

นอกจากนี้ธนาคารพาณิชย์แข่งขันกันปล่อยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้น โดยผ่อนปรนหลักเกณฑ์การอนุมัติสินเชื่อจนเกินพอดี มูลค่าสินเชื่อปล่อยใหม่ที่มี loan-to-value (LTV) สูงมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และสัดส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL) ของสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยเพิ่มสูงขึ้น เพื่อส่งเสริมการเก็งกำไรโดยตั้งอยู่บนความเชื่อผิด ๆ ว่า บ้านมีแต่จะราคาเพิ่มขึ้น หรือจะสามารถปล่อยบ้านให้เช่าได้ราคาดีตลอดไป ซึ่งไม่เป็นความจริง ส่งผลให้เกิดอุปสงค์เทียมเพื่อการเก็งกำไร และทำให้ราคาอสังหาริมทรัพย์ปรับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว กระตุ้นให้เกิดการสร้างโครงการใหม่ ๆ มากเกินความต้องการที่แท้จริง

สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ พฤติกรรมการให้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยในวงเงินที่สูงกว่ามูลค่าที่ลูกค้าซื้อจริงมาก ทำให้ลูกค้าที่กู้เงินซื้ออสังหาริมทรัพย์ได้เงินสดก้อนโตกลับไปใช้จ่าย หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “สินเชื่อเงินทอน” มีลูกค้าที่กู้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย 3 สัญญาขึ้นไปพร้อมกันเพิ่มขึ้นมากเพียงเพื่อหวังเงินทอนก้อนโตและไม่ได้ใช้อยู่อาศัยจริง การกระทำดังกล่าวเป็นการสนับสนุนให้เกิดการก่อหนี้ที่เกินความจำเป็น ซ้ำเติมปัญหาหนี้ครัวเรือนของไทยให้รุนแรงมากขึ้น”

ในบทความครั้งที่แล้วของผม เราได้แบ่งแยกความหมายของ Risk Vs Uncertainty ตามหลักการของ risk management ที่ว่า ความไม่แน่นอน คือสิ่งที่ไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้น แต่ความเสี่ยงคือสิ่งเกิดขึ้นที่คลาดเคลื่อนจากสิ่งที่เราคาดการณ์หรือวัดไว้ล่วงหน้า ซึ่งความถูกต้องจากการคาดการณ์จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความรู้และประสบการณ์ของแต่ละคน หรือในอีกมุมหนึ่งสิ่งที่ไม่สามารถวัด ควบคุม และไม่สนใจที่จะวัดหรือควบคุม ไม่ว่าจะเกิดจากการปราศจากความรู้ หรือการเพิกเฉย (ignorance) คือความไม่แน่นอน ซึ่งเป็นสาเหตุที่สำคัญหลักที่ก่อให้เกิดความเสียหายในการลงทุน

นอกจากการแบ่งแยกความหมายของ Risk Vs Uncertainty ตามที่กล่าวข้างต้นแล้ว หลักการของ risk management ยังครอบคลุมถึงการพิจารณาองค์ประกอบ อื่นๆ เช่น

[1] Risk vs Probability : นอกจากการพิจารณาปัจจัยความเสี่ยงแล้วการเรียนรู้ศาสตร์ของความน่าจะเป็นรวมทั้งการฝึกทักษะการให้น้ำหนักความน่าจะเป็นของสิ่งที่จะเกิดขึ้นถือเป็นสิ่งสำคัญในการตัดสินใจการลงทุน การทำธุรกิจ รวมถึงการดำรงชีวิตประจำวันของพวกเราทุกคน

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราคิดถึงความเสี่ยงด้านเดียวเราจะไม่เดินออกจากบ้านตอนฝนตกเนื่องจากกลัวฟ้าผ่า แต่ในความเป็นจริงเมื่อคำนวณถึงโอกาสที่ฟ้าจะผ่ามาโดนเรามีน้อยมาก เราจึงตัดสินใจเดินออกจากบ้าน โดยยอมรับความเสี่ยงนั้นได้

[2] Risk vs Outcomes : หลังจากการเชื่อมโยงความน่าจะเป็นเข้ากับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นแล้ว สิ่งที่เราควรคำนึงต่อไปคือ ผลลัพธ์ (outcomes) ที่ตามมา เมื่อความเสี่ยงนั้นๆเกิดขึ้น

โดยปกติความเสี่ยงที่มีโอกาสเกิดขึ้นน้อย มักจะให้ผลลัพธ์ในทางลบที่รุนแรงมากกว่า ความเสี่ยงที่มีโอกาสเกิดขึ้นบ่อยๆ เนื่องจากปัจจัยลบที่เคยเกิดบ่อยๆเราย่อมมีความคุ้นเคยกับมันและหาทางป้องกันตลอดเวลา แต่สิ่งที่มีโอกาสเกิดขึ้นน้อย คนจะละเลยขาดประสบการณ์และไม่มีมาตรการป้องกันที่ดีพอ

การบรรยายของผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ถึงปัญหาของภาวะหนี้สินในระดับครัวเรือนของคนไทยที่จะก่อให้เกิดปัญหาถึงขั้นวิกฤตและส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศไทย ภาวะการลงทุนในทางลบต่อตลาดหลักทรัพย์บ้านเรา ก็ถือเป็นตัวอย่างหนึ่งของการระบุถึงปัจจัยความเสี่ยง (risk) หนึ่งที่มี แต่เนื่องจากในอดีตไม่เคยเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เราคิดว่าโอกาสหรือความน่าจะเป็นที่จะเกิดมีน้อย (low probability) จนอาจละเลยในการแก้ปัญหาดังกล่าว ซึ่งอาจก่อให้เกิดผลลัพธ์รุนแรงต่อเศรษฐกิจและการลงทุนในอนาคตได้

ผมเชื่อว่าการคาดการณ์ การคิดไตร่ตรองอย่างมีเหตุและผล บนพื้นฐานของความน่าจะเป็น โดยไม่นำความโลภมาเป็นตัวตัดสินใจ ก่อนการลงทุนใดๆก็ตาม จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดความเสียหายได้อย่างแน่นอน

บทความโดย
สมาคมนักวิเคราะห์ทางเทคนิค (Technical Analysts Association-TAA)
ด้วยความร่วมมือกับ CMT Association ในฐานะ Thailand Chapters
Facebook Page : สมาคมนักวิเคราะห์ทางเทคนิค