โค้งสุดท้าย16หุ้นปลดSP ตระกูลดังแห่ซื้อ-ทิ้งหุ้นใด

ทันหุ้น—ส่องอนาคต16 บจ.ถูกปลด SP ชั่วคราว  ผ่านการซื้อขายของผู้บริหารและผู้ถือหุ้นใหญ่ ก่อนที่หุ้นจะกลับไป SP ยาว ต้นส.ค. พบตระกูลดัง ครอบครัวทองแตงรุมช้อน BLISS ขณะที่ ทวีฉัตร จุฬางกูร เพิ่มพอร์ต GSTEEL เช่นเดียวกับผู้บริหาร PRO-POLAR ระดมสอยหุ้นอีก ส่วน NMG โดนเทสวนราคาพุ่งสูงสุด ด้านโบรกเตือนระวังเกมจบ

ใกล้ปิดฉากลงไปทุกทีกับการที่ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้อนุญาตให้ 16 หุ้นที่ถูกขึ้นเครื่องหมาย SP นานเกินกว่า 3 เดือนกลับมาซื้อขายใหม่เป็นการชั่วคราว ตั้งแต่วันที่ 1-31 กรกฎาคม และเมื่อครบกำหนดเวลาดังกล่าว คือวันที่ 1 สิงหาคม จะมีหุ้น 15 บจ. ที่กลับไปติดเครื่องหมาย SP จนกว่าบริษัทจดทะเบียนนั้น จะแก้ไขคุณสมบัติให้ครบถ้วน ยกเว้น  NBC ที่จะยังคงซื้อขายได้ต่อ เพราะสามารถส่งงบการเงินไตรมาส 1/2562 ได้สำเร็จ

จากการสำรวจในแบบรายงาน 59-2 การเปลี่ยนแปลงการถือครองหุ้นของผู้บริหารบริษัทจดทะเบียน และในแบบ 246-2 ที่แจ้งต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) พบว่า ในช่วงเวลา 1-25 กรกฎาคม มีการซื้อขายหุ้นของผู้บริหารและผู้ถือหุ้นใหญ่ของบางบริษัท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการซื้อเพื่อเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้น

**ทองแตงตะลุยซื้อ BLISS

นายอัฐ ทองแตง ผู้ถือหุ้นใหญ่ บริษัท บลิส-เทล จำกัด (มหาชน) หรือ BLISSได้ซื้อหุ้นเพิ่มเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคมจำนวน 4.07% ทำให้ถือหุ้นเพิ่มเป็น 9.02%

นอกจากนี้นางสาววิอร ทองแตง ก็ซื้อหุ้น BLISSเพิ่มในวันที่ 15 กรกฎาคมเช่นกัน ซื้อจำนวน 3.64% ทำให้ถือหุ้นเพิ่มเป็น 6.40% คาดว่า นางสาววิอร ซื้อหุ้นจาก นายกัมพล  ตติยกวี รองประธานกรรมการ ที่ขายหุ้นออกมาทั้งหมด

ขณะเดียวกัน นายธนบูลย์ ทองแตง กรรมการ BLISS ซื้อขายหุ้น BLISS หลายครั้ง โดยซื้อตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคมที่หุ้นกลับมาซื้อขายได้เป็นวันแรก ซื้อจำนวน 40 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 0.14 บาท และในวันเดียวกันก็ได้ขายหุ้นทำกำไรออกไปบางส่วนจำนวน 20 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 0.15 บาท หลังจากนั้นก็มีการซื้ออีกในวันที่ 5 กรกฎาคมจำนวน 10 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 0.14 บาท และซื้อในวันที่ 9 กรกฎาคมจำนวน 5 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 0.12 บาท

@ “ทวีฉัตร”ช้อนGSTEEL

ด้านนายทวีฉัตร จุฬางกูร นักลงทุนรายใหญ่ ได้ซื้อหุ้น GSTEEL เข้าพอร์ต จากเดิมถือหุ้นอยู่ 4.86% โดยซื้ออีกจำนวน 0.73% เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม ทำให้ถือหุ้นเพิ่มเป็น 5.59%

@ หุ้นใหญ่ PRO-POLAR ทยอยเก็บ

นางสาววิไลลักษณ์ สกุลภักดี ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โปรเฟสชั่นแนล เวสต์ เทคโนโลยี (1999) จำกัด (มหาชน) หรือ PRO ทยอยซื้อหุ้นตั้งแต่วันแรกที่หุ้นกลับมาซื้อขายเช่นกัน และมีการซื้อหุ้นอย่างต่อเนื่อง รวม 31.34 ล้านหุ้น ใช้เงินราว 10.97 ล้านบาท  โดยซื้อหุ้นในวันที่ 1 กรกฎาคมจำนวน 26.31 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 0.29 บาท, วันที่ 2 กรกฎาคม จำนวน 1.8 ล้านหุ้นในราคาหุ้นละ 0.37 บาท, วันที่ 4 กรกฎาคมซื้อจำนวน 1.2 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 0.39 บาท

วันที่ 18 กรกฎาคม ซื้อจำนวน 6.14 แสนหุ้น ในราคาหุ้นละ 0.35 บาท,วันที่ 19 กรกฎาคม ซื้อจำนวน 2.07 แสนหุ้นในราคาหุ้นละ 0.35 บาท, ในวันที่ 22 กรกฎาคมซื้อหุ้นจำนวน 4 แสนหุ้น ในราคาหุ้นละ 0.35 บาท และในวันที่ 23 กรกฎาคมซื้อหุ้นจำนวน 8.12 แสนหุ้น ในราคาหุ้นละ 0.35 บาท

นอกจากนี้นางสุนีย์ ชัยเจนกิจ ประธานกรรมการ PRO ก็ซื้อหุ้นเช่นกัน โดยซื้อเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคมจำนวน 43,000 หุ้น ในราคาหุ้นละ 0.35 บาท

ด้าน นายทิศชวน นานาวราทร ประธานกรรมการ บริษัท โพลาริส แคปปิตัล จำกัด (มหาชน) เป็นผู้บริหารอีกรายที่เข้ามาซื้อหุ้นเพิ่ม จากเดิมถือหุ้นอยู่จำนวน 9.87% ได้ซื้อหุ้นเพิ่มอีก 0.25% เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม2562 ทำให้ถือหุ้นเป็น 10.12%

รวมถึงนายณัฐสันต์ นานาวราทร ได้เข้าซื้อหุ้น POLAR จำนวน 2 รอบในช่วงที่ผ่านมา จากเดิมถือหุ้น 8.84% ในวันที่ 4 กรกฎาคม เข้าซื้ออีกจำนวน 3.34% และในวันที่ 11 กรกฎาคมเก็บหุ้นอีกรอบจำนน 3.98% ทำให้ถือหุ้นเป็นจำนวน 16.16%

ในส่วนของนายศิรสิทธิ์ พศวัตร กรรมการ บริษัท ซันไทยอุตสาหกรรมถุงมือยาง จำกัด (มหาชน) หรือ STHAI ได้แจ้งการซื้อหุ้น เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคมจำนวน 10 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 0.01 บาท

@ เท NMG สวนราคาพุ่ง

อย่างไรก็ตามมีผู้ถือหุ้นใหญ่บางบริษัทที่ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น จึง ขายหุ้นออกมาบางส่วน เพื่อเป็นการทำกำไร ได้แก่ นายศิริวัฒน์ วงศ์จารุกร ขายหุ้นบริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ NMGออกมาจากเดิมถือหุ้น 8.72% ได้ขายหุ้นออกมาบางส่วนเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม2562 จำนวน 5.01% ทำให้ยังคงถือหุ้น 3.71% และนายภควันต์ วงษ์โอภาสี ได้ขายหุ้นเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคมจำนวน 2.01% ทำให้ยังคงถือหุ้น 4.55%  แต่ก็มีนางสาวกัญจนารัศม์ วงศ์พันธุ์ ซื้อหุ้น จำนวน 6.14% เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคมทำให้ถือหุ้นเพิ่มเป็น 6.27%

@ โบรกฯแนะระวังการซื้อขาย

บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ระบุในบทวิเคราะห์ เตือนให้นักลงทุนระมัดระวังการซื้อขาย เพราะ มีความเสี่ยงในการถือหุ้น SP ไว้ คือ กรณีต้องการจะขายออก สภาพคล่องก็ต่ำ คือ มีคนเสนอซื้อไม่มาก ยกเว้นบางหลักทรัพย์ ซึ่งก็เข้าใกล้วันสุดท้ายที่เปิดให้ซื้อขายแล้วคือ 31 กรกฎาคม และไม่แน่ใจว่าหลักทรัพย์ที่ถือไว้จะกลับมาซื้อขายได้เมื่อไร เนื่องจากต้องผ่านคุณสมบัติที่ไม่ง่าย คือ หลักทรัพย์ SET ที่มีผลการดำเนินงานกลับมามีกำไรมากกว่า 30 ล้านบาท และมีส่วนผู้ถือหุ้นเข้าเกณฑ์คือ มากกว่า 300 ล้านบาท และยังมีเกณฑ์อื่นๆที่ต้องผ่านคือ มีการปรับโครงสร้างหนี้ให้เรียบร้อย มีผลการดำเนินงานที่มั่นคง มีสถานะเป็นบริษัทจดทะเบียนฯ และหากอยู่ภายใต้แผนฟื้นฟูกิจการกับศาลล้มละลายกลาง ก็ต้องออกจากแผนให้สำเร็จก่อน

@ เปิดชื่อหุ้นแรง-ร่วงสุด

สำหรับ 3 หลักทรัพย์ที่คาดว่ากลับมาได้ ราคาหุ้นไม่ตอบรับนัก ได้แก่ BLISS,BUI และ PRO ในเรื่องเกณฑ์ของกำไรสุทธิ และส่วนผู้ถือหุ้นในงวดปี 61 ที่ใกล้เคียงกับเกณฑ์ ปรากฏว่าตั้งแต่ต้น 1 – 23 กรกฎาคม  BLISS และ BUI ราคาหุ้นปรับลงในอัตรา 13% และ 12% ตามลำดับ ส่วน PRO อยู่ในเกณฑ์ทรงตัว รายละเอียดได้แสดงไว้ตามตาราง

ส่วนการเคลื่อนไหวราคาหุ้นที่ถูกปลดSP ชั่วคราว ตั้งแต่ต้น 1-23 กรกฎาคม จัดลำดับ 3 หุ้นที่ปรับขึ้นสูงสุดคือ 1) NMG +190% 2) STHAI +100% 3) NBC +61% ส่วนปรับลงต่ำสุดคือ 1) IFEC -66% 2) KTECH -59% 3) KC -41% ด้านมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันสูงสุดเป็น 1) EARTH 145.0 ล้านบาทต่อวัน  2) IFEC 130.8 ล้านบาทต่อวัน และ 3) BLISS 18.7 ล้านบาทต่อวัน