ทองคำ… ของต้องมีในพอร์ตลงทุน…$1,600-1,650/Oz

บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุ ทองคำถือเป็นสินทรัพย์ลงทุนทางเลือกที่ Outperform ในปีนี้ โดยตั้งแต่ต้นปีปรับตัวขึ้นมาแล้ว 11% จากแรงหนุนด้านอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯที่อยู่ในระดับต่ำ, Dollar Index ที่พักตัวลง, และการถูกใช้เป็นแหล่งพักเงินช่วงที่มีความกังวลด้าน Trade War

ขณะที่ ในเชิงปัจจัยพื้นฐาน เราประเมินว่าโครงสร้างตลาดมีลุ้นเป็นอุปสงค์ส่วนเกินครั้งแรกในรอบ 6 ปี จากแรงซื้อของธนาคารกลางทั่วโลกและความต้องการเพื่อการลงทุนที่เร่งตัวขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 4/2561 โดยระยะ 3 เดือนข้างหน้า เราคาดว่าราคาทองคำจะปรับตัวขึ้นทดสอบ $1,600-1,650/Oz แนะนำซื้อเก็งกำไรใน GLD/ ทองคำแท่ง/ LongGold Online ประเมินกรอบที่ $1,350-1,600/Oz

**จบรอบขาลงของราคาทองคำจริงหรือ?
เรามองว่าราคาทองคำได้จบรอบขาลงไปแล้วตั้งแต่ปลายปี 2558 ที่ลงไปทำจุดต่ำสุดบริเวณ $1,046/Oz ด้วยสาเหตุ (1) วัฏจักรขาลงรอบนี้เริ่มตั้งแต่ปี 2555 ซึ่งกินเวลามาแล้ว 7 ปี ถ้าอิงรอบวัฏจักรในอดีตที่ช่วงขาขึ้นกินเวลา 12-20 ปี และขาลงกินเวลา 5-7 ปี ก็เป็นไปได้ที่จะจบรอบขาลงชุดล่าสุดไปแล้ว

(2) นิยามของ Bull Market คือ ดัชนีหรือราคาสินทรัพย์นั้นปรับตัวขึ้นจากจุดต่ำสุดเกิน 20% ซึ่งราคาทองคำปัจจุบันที่ราว $1,420/Oz ฟื้นตัวมาแล้ว 36% (3) โครงสร้างตลาดทองคำเป็นอุปทานส่วนเกินลดลง จากแรงซื้อทองคำของธนาคารกลาง และความต้องการเพื่อการลงทุนผ่าน ETF ที่กลับมาเร่งตัวขึ้น

(4) Dollar Index และอัตราดอกเบี้ยในตลาดเงินของสหรัฐฯเอื้อต่อการปรับขึ้นของราคาทองคำจากแนวโน้มการกลับมาผ่อนคลายนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (5) ปัจจัยทางเทคนิคเกิดสัญญาณบวกในรูปแบบ Invert Head & Shoulder หลังจากทะลุผ่าน Neck Line แถว $1,350/Oz ขึ้นมาได้อย่างมั่งคง

**ธนาคารกลางทั่วโลกกลับมาซื้อทองคำมากขึ้น
ธนาคารกลางทั่วโลกมีสถานะเป็นผู้ซื้อทองคำสุทธิมาแล้ว 11 ปีติดต่อกัน โดยปีนี้ (ถึง พ.ค. 62) ซื้อไปแล้ว 264.60 ตัน เพิ่มขึ้น 58% YoY โดยธนาคารกลางที่ซื้อมากที่สุดยังเป็นธนาคารกลางรัสเซีย 77.10 ตัน ธนาคารกลางจีน 63.80 ตัน และธนาคารกลางตุรกี 49.30 ตัน เราคาดว่าธนาคารกลางทั่วโลกยังมีโอกาสซื้อทองคำเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากแรงหนุน (1) ลดการพึ่งพิงดอลล่าร์สหรัฐฯในตะกร้าทุนสำรอง เพื่อความยืดหยุ่นในการดำเนินนโยบายการเงินที่ไม่ต้องการผูกติดกับสหรัฐฯมากเกินไป

(2) ธนาคารกลางของประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจหลายแห่ง ยังถือทองคำในตะกร้าทุนสำรองสัดส่วนที่ต่ำเมื่อเทียบกับสหรัฐฯที่ถือมากถึง 74.5%หรือเยอรมันที่ถือ 70.0% โดยธนาคารกลางรัสเซียที่มีทองคำในทุนสำรอง 2,190.10 ตัน มากเป็นอันดับ 6 ของโลก ยังมีสัดส่วนเพียง 18.4% ขณะที่ ธนาคารกลางจีนอยู่ในระดับต่ำเพียง 2.5%เช่นเดียวกับธนาคารกลางอินเดียที่ต่ำเพียง 6.1% ส่วนของ ธปท. อยู่ที่ 3.1%

**ความต้องการเพื่อการลงทุนเพิ่มแบบ YoY เป็นไตรมาสที่ 2 และดีกว่าช่วงขาขึ้นรอบก่อน
ความต้องการเพื่อการลงทุนในทองคำเร่งตัวขึ้นชัดเจนตั้งแต่ 4Q61 โดยเพิ่มขึ้น 36% YoY อยู่ที่ 397.50 ตันถือเป็นการเพิ่มขึ้นแบบ YoY ครั้งแรกในรอบ 4 ไตรมาส และเพิ่มขึ้นต่อเนื่องอีก 3% YoY อยู่ที่ 298.10 ตัน ในไตรมาส 1/2562 ความต้องการเพื่อการลงทุนที่เร่งตัวขึ้น โดยเฉพาะกองทุนประเภท ETF สะท้อนว่านักลงทุนกำลังหันมาใช้ทองคำเพื่อจัดสรรสินทรัพย์ลงทุนและเก็งกำไรมากขึ้น ซึ่งสถานการณ์แบบนี้ถือว่าดีกว่าปี 2553-2555 ที่เป็นช่วงขาขึ้นของราคาทองคำ ซึ่งมีแรงซื้อผ่าน ETF เฉลี่ยเพียงปีละ 323 ตัน

**Dollar Index ชะลอการปรับขึ้น และมีโอกาสพักฐานระยะสั้น
Dollar Index ยังทรงตัวในระดับสูงที่ 96-98 จุด แม้แนวโน้มระยะสั้นจะเป็นขาขึ้น เพราะตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯอยู่ในเกณฑ์ดี แต่เรามองว่า Upside ยังจำกัด จากการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่กลับมาผ่อนคลายโดยการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ซึ่ง Dollar Index ที่ปรับตัวลงควบคู่กับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯที่อยู่ในระดับต่ำ ถือเป็นปัจจัยที่เอื้อต่อการเก็งกำไรในทองคำอย่างมาก

**มองข้ามช็อต… หุ้นสหรัฐฯร่วงเมื่อไหร่… กระแสตื่นทองจะกลับมา…
Current PER ของ S&P500 Index และราคาทองคำโลกมีความสัมพันธ์แบบผกผันกัน โดยมีค่า Correlation ย้อนหลัง 20 ปีอยู่ที่ -0.60 นั่นหมายความว่า ราคาทองคำจะปรับตัวขึ้นได้ดีเมื่อตลาดหุ้นสหรัฐฯปรับตัวลง ปัจจุบัน PER ของ S&P500 อยู่ที่ 18 เท่า ใกล้กรอบบนที่ 18-19 เท่า ซึ่งเป็นจุดที่มีความอ่อนไหวต่อการพักฐานระยะสั้น หากตลาดหุ้นสหรัฐฯพักตัวลง จะเป็นตัวแปรต่อยอดที่จะหนุนให้ราคาทองคำกระชากแรง

 

รายงาน : ธิดารัตน์ เห็นพร้อม
อย่าลืมกดถูกใจ(Like)http://Facebook : ทันหุ้น
กดติดตาม (subscribe)Youtube : thunhoon V.I.P
www.thunhoon.com