MAJOR เติบโตท่ามกลางมรสุม Disruption

การอุบัติขึ้นของเทคโนโลยีดิสรัปชันได้ก่อเกิดแพลตฟอร์มการเข้าถึงความบันเทิงในราคาถูกมากมาย โดยเฉพาะการรับชมภาพยนตร์ออนไลน์ จนหลายฝ่ายกังวลว่า อุตสาหกรรมโรงภาพยนตร์ในบ้านเราจะได้รับผลกระทบตามมา แต่สำหรับ วิชา พูลวรลักษณ์ ประธานกรรมการบริหาร บมจ. เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป (MAJOR) กลับไม่คิดเช่นนั้น เขามองว่า ธุรกิจโรงภาพยนตร์ยังมีอนาคต ‘สดใส’ เห็นได้จากภาพยนตร์บางเรื่องสามารถทำเงินระดับพันล้านบาทในประเทศ ขณะที่เมเจอร์ขยายจำนวนโรงภาพยนตร์มากขึ้นทุกปี ไม่นับรวมโอกาสใหม่ๆในประเทศเพื่อนบ้านที่คาดว่าจะมีโรงภาพยนตร์ได้ถึง 1,000 โรงในอนาคต

วิชาบอกว่า เมเจอร์ไม่เคยหยุดนิ่ง ซึ่งไม่เพียงการสร้างองค์กรให้เติบโต แต่ยังช่วยขับเคลื่อนอุตสาหกรรมโรงภาพยนตร์ให้เดินไปข้างหน้า จะเห็นได้ว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา บริษัทได้มุ่งมั่นสร้างวัฒนธรรมการดูหนัง หรือ Movie Culture ให้เกิดขึ้นในประเทศไทย หวังเทียบเท่ากับประเทศเกาหลีใต้ ที่มีโรงภาพยนตร์กว่า 2,200 โรง และขายตั๋วหนังได้ 200 ล้านใบต่อปี ดังนั้น บริษัทจึงมุ่งการขยายสาขาไปในหลากหลายพื้นที่ เพื่อให้ครอบคลุมทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด หวังกระตุ้นการชมภาพยนตร์ในโรงมากขึ้น 

ปัจจุบันเครือเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป มีโรงภาพยนตร์อยู่ใน 57 จังหวัด จาก 77 จังหวัดทั่วประเทศ  ในเวลาเดียวกันก็มุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมหนังไทย ซึ่งเป็น ‘ซอฟต์แวร์’ ของโรงภาพยนตร์ โดยพยายามผลักดันให้ภาพยนตร์ไทยได้ออกฉายในต่างประเทศมากขึ้น  ซึ่งปัจจุบันหนังไทยได้ออกฉายไป 12 ประเทศ ทั่วเอเชีย
ปัจจุบันตลาดภาพยนตร์ในประเทศ ภาพยนตร์ไทยมีสัดส่วนรายได้อยู่ที่ 33% (ปี 2560 อยู่ที่ 17% และ 2561 อยู่ที่ 26%) ของรายได้จากตั๋วหนังทั้งหมดแต่ละปี  แต่หากเทียบกับประเทศเกาหลีใต้แล้วก็ยังถือว่าต่ำทั้งในแง่ของสัดส่วนรายได้และจำนวนหนัง โดยมีภาพยนตร์เกาหลี 200 เรื่องที่เข้าฉาย มีสัดส่วนรายได้อยู่ที่ 60% ของรายได้จากการขายตั๋วหนังในโรงทั้งหมด และเมื่อพิจารณาจากสถิติดังกล่าว ถือว่าสำหรับภาพยนตร์ไทยยังมีโอกาสเติบโตอีกมากในอนาคต และหากภาพยนตร์ไทยประสบความสำเร็จ เมเจอร์ก็ได้อานิสงส์นี้เช่นกัน

จะ ‘แกร่ง’ ต้องปรับตัว

การเกิดขึ้นของเทคโนโลยีดิสรัปชันส่งผลดีกับบริษัท ซึ่งอาจสวนทางกับบริษัทอื่นเพราะเมเจอร์ได้ปรับตัวรองรับกับการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา กล่าวคือ นำนวัตกรรมที่เกิดขึ้นมาปรับใช้กับธุรกิจที่ทำอยู่ให้แข็งแกร่งและเพื่อรักษาความเป็นผู้นำในตลาด ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป มองเห็นถึงภาพอนาคตของภาพยนตร์และโรงภาพยนตร์ว่าเป็นอย่างไร เราจึงได้มีการนำเอาเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ล้ำสมัยเข้ามาให้บริการแก่ลูกค้าได้สัมผัสก่อนใครเป็นแห่งแรกเสมอ ไม่ว่าจะเป็นโรงภาพยนตร์ระบบ 3D, โรงภาพยนตร์ 4DX, Screen X, IMAX VR และล่าสุดเปิดให้บริการโรงภาพยนตร์ E-Sports แห่งแรกในโลก ซึ่งโรงภาพยนตร์ระบบต่างๆตอบสนองไลฟ์สไตล์ความต้องการของลูกค้ากลุ่มที่ชื่นชอบดิจิทัลและความทันสมัยของเทคโนโลยีที่หาไม่ได้จากช่องทางอื่นๆ ซึ่งเราได้ปรับตัวและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีในเรื่องของ Convenience ให้กับลูกค้ามากยิ่งขึ้น ไม่ว่าการเลือกภาพยนตร์ที่เรานำเสนออย่าง Movie on Demand ให้ลูกค้าเลือกเวลาชมภาพยนตร์ และภาพยนตร์ที่ต้องการได้เอง โดยเป็น Your Time มากกว่า Showtime ซึ่งเหล่านี้จะเป็น Movie Experience การชมภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์ที่ให้ความรู้สึก

ปัจจุบันเมเจอร์ขยายสาขาต่อเนื่องโดยเฉพาะต่างจังหวัด รวมถึงพื้นที่อำเภอและตำบล โดยการขยายสาขาจะคำนวณจำนวนโรงให้เหมาะกับจำนวนกลุ่มลูกค้า และเมเจอร์ขยายไปสาขาละ 1-3 โรงภาพยนตร์ครอบคลุมทุกจังหวัด โดยตั้งเป้าขยายโรงภาพยนตร์ให้ได้ 1,000 โรงทั่วประเทศ จากปัจจุบันที่มีเครือข่ายโรงภาพยนตร์ทั้งในและต่างประเทศ 163 สาขา คิดเป็น 791 โรง อีกทั้งขยายในประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะ CLMV บริษัทเปิดโรงหนังในกัมพูชาและลาว รวม 37 โรง ปัจจุบันมีส่วนแบ่งทางการตลาดใหญ่ที่สุดในไทย กัมพูชา และลาว พร้อมนำภาพยนตร์ไทยฉายในกลุ่ม CLMV เนื่องจากภาพยนตร์ไทยเป็นที่ต้องการในตลาด

หารายได้-บริหารต้นทุน

วิชายืนยันว่า เมเจอร์ไม่หยุดที่จะพัฒนาในเรื่องของคุณภาพเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค ในขณะเดียวกันก็ยังหารายได้และจัดการต้นทุนให้ดี  ปัจจุบันการขยายสาขาในต่างจังหวัด เมเจอร์สามารถลดต้นทุนค่าก่อสร้างได้ถึง 35-40% ทำให้บริษัทใช้งบลงทุนน้อยกว่าหลายปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังทำโปรเจ็กต์ MPASS ปัจจุบันมีลูกค้าอยู่ 80,000 ราย เป็นนักเรียน นักศึกษาที่จ่ายเงินเดือนละ 200 บาท เป็นเวลา 12 เดือนสามารถดูหนังเรื่องใดก็ได้เพื่อสร้างช่องทางการดูหนังที่ไม่ใช่แค่ Blockbuster เท่านั้น หรือปีที่ผ่านมาเปิดโรงภาพยนตร์สำหรับเด็ก ปัจจุบันมีอยู่ 10 โรง รองรับลูกค้ากลุ่มครอบครัว หรือโรง E-Sport แห่งแรกของโลกได้รับการตอบรับที่ดีเช่นกัน

“นี่คือ ‘ความแข็งแกร่ง’ ของเมเจอร์ ปัจจุบันผู้ถือหุ้นเมเจอร์ส่วนใหญ่เป็นทั้งนักลงทุนสถาบันทั้งไทยและต่างชาติ เนื่องจากบริษัทมีผลการดำเนินการที่เติบโตขึ้นทุกปี การหารายได้จากธุรกิจหลักและหารายได้จากช่องทางใหม่ๆ เติบโตอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมีการจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ สามารถจ่ายเงินปันผลที่มีอัตราสูงกว่า 80% ต่อเนื่อง”

ข้อมูลนี้เป็นส่วนหนึ่งจากหนังสือ Stock Guide 2019-2020 ดาวน์โหลด E-Book ฉบับเต็ม ฟรี ได้ที่ >> http://bit.ly/2WNQiHi