คิกออฟครม.พร้อมทำงาน ค้าปลีก-ท่องเที่ยวเตรียมเฮ

ทันหุ้น-ได้ฤกษ์ ครม.ใหม่คิกออฟทำงานแล้ว คาดรัฐบาลเร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ผ่านบัตรคนจน การช่วยเหลือเกษตรกร ผลักดันราคาสินค้าเกษตร ส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศ  กลุ่มค้าปลีก , ท่องเที่ยว ,นิคมอุตสาหกรรม และกลุ่มรับเหมาก่อสร้างรับเต็มๆ กางโผหุ้นน่าสนใจ

วานนี้ (16 กรกฎาคม) คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท เพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ พร้อมกับหารือถึงระเบียบขั้นตอนการทำงานให้เกิดความชัดเจน และจะมีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ในวันที่ 25 กรกฎาคม 2562

นายคมศร ประกอบผล หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้  บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด เปิดเผยว่า การแถลงนโยบายของรัฐบาลในวันที่ 25 กรกฎาคม จะสร้างความชัดเจนต่อนโยบายเศรษฐกิจ ซึ่งจะช่วยฟื้นความเชื่อมั่นของผู้บริโภค โดยนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นยังมีความจำเป็นในสถานการณ์ปัจจุบันที่การส่งออกและการท่องเที่ยวยังอ่อนแอตามภาวะเศรษฐกิจโลก

ทั้งนี้ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ มองว่า นโยบายรัฐบาลน่าจะดำเนินการได้ทันที ได้แก่ 1. นโยบายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2. นโยบายพักหนี้เกษตรกร และ 3. นโยบายมารดาประชารัฐ เพราะเป็นนโยบายต่อเนื่อง ง่ายต่อการดำเนินการ และช่วยกระตุ้นกำลังซื้อของครัวเรือน โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ส่วนนโยบายระยะยาว เช่น แผนการลงทุน และแผนปฏิรูปเศรษฐกิจต่างๆ นักลงทุนอาจยังไม่ให้น้ำหนักมากนัก เนื่องจากยังต้องประเมินเสถียรภาพของรัฐบาลประกอบด้วย

นายคมศร กล่าวว่าที่ผ่านมา ไทยได้รับผลกระทบจากการส่งออกที่หดตัวเพราะสงครามการค้า ภาคการท่องเที่ยวที่ชะลอลงตามการลดลงของนักท่องเทียวจีน รวมถึงรายได้ภาคเกษตรซึ่งพลิกกลับมาหดตัว ด้านการบริโภคในประเทศนั้น แม้ดัชนีการอุปโภคบริโภคภาคเอกชนยังขยายตัวได้ดีในช่วงที่ผ่านมา แต่ในอนาคตอาจจะปรับตัวลดลงได้ หากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดก่อนหมดลง และรัฐบาลชุดใหม่ไม่ดำเนินการต่อ

“ดัชนีการอุปโภคบริโภคของภาคเอกชนเติบโตได้ดีในช่วงที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเป็นผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยการเพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐสำหรับซื้อของในร้านธงฟ้าเป็น 500 บาทต่อเดือน จากเดิม 200 บาท ซึ่งมีผลในช่วงเดือนพฤษภาคม ถึงเดือนมิถุนายน แต่หลังจากนั้นวงเงินจะลดลงกลับไปเหลือ 200 บาทต่อเดือน ซึ่งอาจทำให้ตัวเลขการบริโภคภายในประเทศชะลอตัวลง ในช่วงเดือนกรกฎาคมเป็นต้นไป” นายคมศรกล่าว

บริษัทหลักทรัพย์ อาร์เอชบี(ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) คาดว่ามาตรการส่วนใหญ่จะเน้นกระตุ้นกำลังซื้อในประเทศ โดยผ่านบัตรคนจน ซึ่งจะสามารถกระต้นเศรษฐกิจระยะสั้นได้ทันที  และอาจจะมีการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ ทั้งส่งเสริมเมืองรอง และขยายเวลาฟรีค่าธรรมเนียมวีซ่าสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมถึงมองว่ารัฐบาลน่าจะออกมาตรการดูแลสินค้าเกษตรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง และราคาสินค้าเกษตรที่ตกต่ำ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร

**หุ้นที่รับผลดี

บริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด(มหาชน)  ระบุว่า จะต้องติดตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น เพื่อแก้ปัญหาเรื่องค่าครองชีพ ราคาสินค้าเกษตร ลดความเหลื่อมล้ำ ที่จะตามมาหลังรัฐบาลใหม่เข้ารับตำแหน่ง ทั้งนี้ ให้น้ำหนักหุ้นกลุ่ม domestic plays มากกว่า global plays. รับอานิสงส์ ครม.ใหม่เร่งอัดฉีดงบเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ หนุนกลุ่ม ค้าปลีก/รับเหมาฯ/นิคมฯ อาทิ STEC, CK, SEAFCO, WHA, ROBINS, BJC รวมถึงหุ้นกลุ่มอาหาร หรือ สาธารณูปโภคที่ราคายังขึ้นน้อย

บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด(มหาชน)  ระบุว่าการตั้งรัฐบาลชัดเจนขึ้นว่าเป็นทีมที่สานต่อนโยบายเดิม ดังนั้นจึงเป็นผลบวกต่อหุ้นที่รับผลดีในโครงการ EEC ได้แก่หุ้น AMATA, WHA ส่วนหุ้นที่รับผลดีอิงการลงทุนสาธารณูปโภคพื้นฐานได้แก่ หุ้น STEC, CK, SCC และ PYLON ส่วนหุ้นที่อิงการบริโภค ที่แนะนำได้แก่  CPALL, ZEN, ROBINS, BJC, SABINA, KAMART, JUBILE ส่วนหุ้นที่อิงกับการท่องเที่ยวได้แก่ AOT, MINT, ERW

นอกจากนี้ ประเมินว่าในครึ่งหลังปีนี้ เศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวจากปัจจัยภายในและกระจายตัวดีขึ้น แรงสนับสนุนจากนโยบายของ 3 พรรคการเมืองหลักทั้งพรรคพลังประชารัฐ, พรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาธิปัตย์  ที่จะแข่งขันกันทำงาน

**เร่งอัดฉีดเม็ดเงินเข้าระบบ

บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ระบุว่า นโยบายรัฐบาล ที่มีกำหนดการจะแถลงต่อรัฐสภาในสัปดาห์หน้า โดยหากให้ความสำคัญกับนโยบายเร่งด่วน จะมีเป้าหมายไปที่การเร่งการบริโภคภาคครัวเรือน โดยการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบผ่าน บัตรสวัสดิการรัฐ รวมถึงการดูแลผู้ที่มีบุตร

สำหรับส่วนที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษได้แก่ การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 400 บาท เพราะแม้จะมีส่วนช่วยกระตุ้นการบริโภค แต่ก็มีผลกระทบที่ตามมาอีก 2 เรื่องสำคัญคือ ภาวะอัตราเงินเฟ้อที่อาจสูงขึ้น และต้นทุนในส่วนของผู้ประกอบการที่สูงขึ้น และสร้างแรงกดดันต่อเนื่องไปยังการทำกำไรของผู้ประกอบการ ทั้งนี้กลุ่มที่มีโครงสร้างต้นทุนมาจากค่าแรงงานระดับสูงได้แก่ กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง กลุ่มแปรรูปสินค้าการเกษตร กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และ กลุ่มยานยนต์