‘หยวนต้า’ จับกระแสมาตรการปรามเก็งเงินบาท พร้อมเสิร์ฟหุ้นส่งออกกลับมา Outperform

บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) หยวนต้า ระบุ มาตรการดูแลบัญชีเงินบาทของผู้มีถิ่นฐานอยู่นอกประเทศ (Non-resident) ที่ ธปท. ปรับลดยอดคงค้าง ณ สิ้นวันของบัญชี NRBA และ NRBS เหลือบัญชีละ 200 ล้านบาท จาก 300 ล้านบาท ถือเป็น 1 ใน 4 มาตรการที่ ธปท. ใช้ป้องปรามการเก็งกำไรค่าเงินบาท

ด้านมุมมองของเรา แม้จะมีผลไปชะลอการไหลเข้าของเงินทุนต่างชาติบ้าง แต่เนื่องจากมาตรการนี้ เน้นควบคุมบัญชีผู้ที่ไม่มีวัตถุประสงค์การลงทุนอย่างชัดเจน ส่วนผู้ที่ลงทุนในตราสารหนี้ ตราสารทุน และตราสารอนุพันธ์ ยังทำได้ตามมูลค่าที่แท้จริงปกติ ผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยจึงค่อนข้างจำกัด

ในเชิงของกลยุทธ์การลงทุน หุ้นที่ได้ประโยชน์จากเงินบาทอ่อนจะกลับมา Outperform ในระยะสั้น ได้แก่ เกษตรอาหาร (CPF/ TU/ GFPT) ขนส่ง (PSL/PRM/JWD) ท่องเที่ยว (AOT/ ERW) และให้ระวังแรงขายในกลุ่มโรงไฟฟ้าที่เคยได้ประโยชน์จากเงินบาทแข็งอย่างมากในช่วงก่อนหน้านี้

ธปท. ออกมาตรการป้องปรามการเก็งกำไรค่าเงินบาท
เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ธปท. ออกมาตรการป้องปรามการเก็งกำไรในค่าเงินบาท โดยปรับลดยอดฝากคงค้าง ณ สิ้นวันของบัญชี Non-resident Bath Account (NRBA) หรือบัญชีฝาก/ถอนกรณีทั่วไปของผู้มีถิ่นฐานนอกประเทศและ Non-resident Baht Account for Securities (NRBS) หรือบัญชีฝาก/ถอนเพื่อการลงทุนในหลักทรัพย์และตราสารการเงินของผู้มีถิ่นฐานนอกประเทศ เหลือบัญชีละ 200 ล้านบาท จากเดิมบัญชีละ 300 ล้านบาท พร้อมกันนี้ ให้จัดส่งรายงานข้อมูลผู้ได้รับผลประโยชน์แท้จริงแก่ ธปท. มีผลวันที่ 22 ก.ค. 62

แต่ถ้านักลงทุนต่างชาติมีวัตถุประสงค์เข้ามาลงทุนในประเทศไทยอย่างแท้จริง เช่น ชำระค่าบริการกับคู่ค้าในประเทศ/ ให้กู้เงินบาทกับผู้กู้ในประเทศ/ ลงทุนโดยตรงในประเทศ/ ลงทุนใน SET, TFEX, และตราสารหนี้ ยังสามารถทำได้ตามมูลค่าการค้าการลงทุนที่แท้จริง (มากกว่า 200 ล้านบาท) ในกรณีนี้ จึงกระทบเฉพาะนักลงทุนต่างชาติที่นำเงินเข้ามาลงทุนโดยไม่มีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน หรือไม่ได้ถือสินทรัพย์ตามที่กล่าวไปข้างต้น หรือกล่าวโดยง่ายคือ มีวัตถุประสงค์ในการเข้ามาเก็งกำไรค่าเงินบาทเป็นการเฉพาะนั่นเอง

ผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยเป็นลบทางอ้อม ซึ่งไม่รุนแรง
สำหรับผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทย เรามองว่าไม่ได้เป็นลบโดยตรงเหมือนมาตรการกันเงินสำรองนำเข้า (URR) 30% ที่เคยนำมาใช้ปลายปี 2549 ซึ่งกระทบต่อต้นทุนทางการเงินอย่างมีนัยสำคัญ แต่รอบนี้ ธปท. มุ่งลดความร้อนแรงของกระแสเงินที่เข้ามาเก็งกำไรค่าเงินบาทเท่านั้นผลกระทบเบื้องต้นมีดังนี้

• ผลกระทบต่อเงินบาท – อ่อนค่าทันที1.3%อยู่ที่ 30.93 บาท/ดอลล่าร์สหรัฐฯ จากการขายเงินบาทเพื่อซื้อดอลล่าร์สหรัฐฯ ของนักลงทุนต่างชาติที่ถือบัญชี NRBA/ NRBS เพื่อลดสถานะคงค้างให้เหลือ 200 ล้านบาทต่อบัญชี ซึ่งเรามองผลกระทบเป็นแบบ One-Time

• ผลกระทบต่อกระแสเงินทุนต่างชาติ- อาจชะลอการไหลเข้าตลาดทุนไทยชั่วคราวเพื่อรอให้เงินบาทผันผวนน้อยลง และเป็นไปได้ที่จะเห็นแรงขายออกมาบางส่วน เพื่อหลีกเลี่ยงผลขาดทุนจากค่าเงิน หากเงินบาทยังอ่อนค่าต่อเนื่อง

• ผลกระทบต่อตลาดตราสารหนี้ – อาจมีแรงขายเพื่อลดความเสี่ยงจากการขาดทุนค่าเงินบาท และเลี่ยงการตรวจสอบจาก ธปท. ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวขึ้น ส่งผลให้ Earning Yield Gap อ่อนตัวลง ซึ่งอาจจำกัด Upside ของ SET Index ในระยะสั้นได้

• ผลกระทบต่อตลาดหุ้น– เรามองเป็นลบเพียงเล็กน้อย จริงอยู่ที่SET Index มักพักตัวลงในช่วงเงินบาทอ่อน แต่ในทางตรงข้าม มาตรการนี้ อาจไปกระตุ้นให้นักลงทุนต่างชาติที่มียอดคงค้างบัญชี NRBS เกิน 200 ล้านบาท และไม่อยากซื้อดอลล่าร์ฯจนกว่าจะผ่านการประชุม FOMC 31 ก.ค. 62 เร่งซื้อหุ้นหรือตราสารหนี้ไทยมากขึ้นซึ่งน่าจะช่วยจำกัด Downside ของ SET Index ได้

ในเชิงกลยุทธ์ แนะนำเก็งกำไรหุ้นส่งออกที่มีโอกาส Outperform ในระยะสั้น
ตั้งแต่ต้นปี (ถึง 12 ก.ค. 62) ต่างชาติซื้อหุ้นไปแล้ว 5.7 หมื่นล้านบาท และซื้อผ่าน NVDR มากถึง 1.5 แสนล้านบาท (รวมเป็นซื้อสุทธิ 2.1 แสนล้านบาท) เทียบกับทั้งปีก่อนที่ขายหุ้น 2.9 แสนล้านบาท และซื้อผ่าน NVDR 7.8 หมื่นล้านบาท (รวมเป็นขายสุทธิ 2.1 แสนล้านบาท) แม้จะซื้อคืนมาแล้วเกือบหมด แต่เรามองว่าต่างชาติจะไม่ขายหุ้นด้วยเหตุผลนี้ เพราะสาเหตุที่ซื้อหุ้นไทยมาจากการปรับเพิ่มน้ำหนักของ MSCI และนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่ รวมถึงโอกาสที่ประเทศไทยจะถูกปรับเพิ่มอันดับเครดิตไม่ได้ซื้อหุ้นเพื่อหวังเก็งกำไรค่าเงินบาทซึ่งภาพทั้งหมดสะท้อนมายังการเคลื่อนไหวของ iShares MSCI Thailand คืนวันศุกร์ที่เด้งกลับมาปิดลบเพียง 0.9% หลังจากที่ร่วงเกือบ 2% ในช่วงแรก

สำหรับเชิงกลยุทธ์เรามองว่าหุ้นส่งออกจะกลับมา Outperform ในระยะสั้น ได้แก่ เกษตรอาหาร (CPF/ TU/ GFPT) ขนส่ง (PSL/PRM/JWD) และท่องเที่ยว (AOT/ ERW) ส่วนกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ยังติดที่งบ 2Q62 ไม่สวย ถ้าจะ Trading เราเลือก HANA ที่มีปันผลกลางปีราว 2-3% และให้ระวังแรงขายในกลุ่มโรงไฟฟ้าที่ได้ประโยชน์จากเงินบาทแข็งอย่างมากในช่วงก่อนหน้านี้

 

รายงาน : ธิดารัตน์ เห็นพร้อม
อย่าลืมกดถูกใจ(Like)http://Facebook : ทันหุ้น
กดติดตาม (subscribe)Youtube : thunhoon V.I.P
www.thunhoon.com