สถิติชี้เกษตรแรงรับครม. NERมั่นใจรัฐดันราคายาง

ทันหุ้น –เปิดสถิติกลุ่มเกษตรมักแรงช่วงแถลงนโยบายรัฐ 10 วันเฉลี่ยดีดราว 1% ชี้ 3 พรรคร่วมอัดแคมเปญสินค้าเกษตรถ้วนหน้า ดันเป็นนโยบายหลัก โบรกชูกลุ่มยางพารา – น้ำมันปาล์ม-ไบโอดีเซล ด้าน NER ชี้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจตรงจุด มั่นใจดันราคาได้

เปิดสถิติวันแถลงนโยบายใหม่ของ ครม. ตั้งแต่ปี 2548 พบว่า กลุ่มสินค้าเกษตรมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นดี โดยให้ผลตอบแทน 0.86% ในช่วง 5 วัน และ 1% ในช่วง 10 วัน เมื่อเปรียบเทียบกับ SET ที่มักให้ผลตอบแทนเป็นบวกในช่วง 5 วัน  ราว 0.54% แต่ 10 วัน ติดลบ 0.46%

ขณะเดียวกันนโยบายเศรษฐกิจของทุกพรรคร่วมรัฐบาลก็มีการสนับสนุนด้านราคาสินค้าเกษตรกันแทบทั้งสิ้น ได้แก่ พรรคพลังประชารัฐ ข้าวหอมมะลิ 1.8 หมื่นบาทต่อตัน, ข้าวเจ้า 1.2 หมื่นบาทต่อตัน, อ้อย 1 พันบาทต่อตัน, ยางพารา 65 บาทต่อกิโลกรัม, ปาล์ม 5 บาทต่อกิโลกรัม และมันสำปะหลัง 3 บาทต่อกิโลกรัม

ส่วนนโยบายเศรษฐกิจของพรรคพลังประชาธิปัตย์ ข้าว 1 หมื่นบาทต่อเกวียน, ยางพารา 60 บาทต่อกิโลกรัม และปาล์ม 10 บาทต่อกิโลกรัม เป็นต้น ขณะที่พรรคภูมิใจไทยมีนโยบายด้านเศรษฐกิจเกี่ยวกับการดูแลราคาสินค้าเกษตร เช่น ข้าวหอมมะลิ 1.8 หมื่นบาทต่อตัน, อ้อย 1.2 พันบาทต่อตัน, ยางพารา 70 บาทต่อกิโลกรัม, ปาล์ม 5 บาทต่อกิโลกรัม, มันสำปะหลัง 4 บาทต่อกิโลกรัม และกัฐชาเสรี เป็นต้น

บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า หุ้นที่เกี่ยวข้องกับสินค้าเกษตรที่จะได้รับประโยชน์ ได้แก่ ยางพารา แนะนำ NER, STA และ TRUBB รวมถึงน้ำมันปาล์ม UVAN, UPOIC, LST และCPI นอกจากนี้ ยังส่งอานิสงส์บวกไปยังหุ้นไบโอดีเซล GGC และ EA อีกด้วย

@ แก้โจทย์สินค้าเกษตรตรงจุด

นายชูวิทย์ จึงธนสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ NER เปิดเผยว่า ตามนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่ที่ออกมาล่าสุดนั้น มองว่าเป็นนโยบายที่สามารถตอบโจทย์ต่อภาคการเกษตรได้อย่างตรงจุดและทันต่อเหตุการณ์ มีความเข้าใจต่อวัฏจักรของสินค้าที่ค่อนข้างดี ทำให้ผู้ประกอบการได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่มากขึ้น ซึ่งจะสะท้อนไปถึงกลุ่มเกษตรกรที่มีรายได้จากราคาสิ้นค้าที่ปรับตัวดีขึ้นตามไปด้วย

@แนวโน้มราคายางยังดี

ทั้งนี้ แม้ว่าราคาแผ่นรมควันในปัจจุบันปรับตัวลดลงมาอยู่ในระดับ 50 บาทต่อกิโลกรัม จากช่วงต้นที่ที่ระดับ 57-58 บาทต่อกิโลกรัม แต่ทางภาครัฐพยายามแทรกแซงเพื่อเข้าช่วยพยุงราคายางมาโดยตลอด ทำให้มองว่าราคายางที่ปรับตัวลดลงจะมีผลเพียงระยะสั้นเท่านั้น ปัจจัยที่กดดันราคายางหลักๆ เกิดจากซัพพลายในตลาดที่มีสูงกว่าดีมานด์ รวมไปถึงคุณภาพของน้ำยางมากกว่า แต่ในปัจจุบันสมดุลของตลาดค่อนข้างดี ทำให้มองว่าราคายางจะไม่ปรับตัวลดลงมากอย่างในอดีต

ประกอบกับด้วยนโยบายดูแลสินค้าเกษตรของรัฐบาลชุดใหม่ รวมถึงปริมาณยางพาราที่ออกสู่ตลาดที่น้อยกว่าปกติในปี 2562 นี้ ทำให้บริษัทเชื่อว่าราคายางในช่วงที่เหลือของปีนี้มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งปัจจัยดังกล่าวจะส่งอานิสงส์เชิงบวกต่อราคาขายของบริษัทอีกด้วย เนื่องจากลูกค้าจะเกิดการยอมรับในราคาสินค้าและมีแนวโน้มที่จะสั่งสินค้าเพิ่ม เพื่อเป็นกันป้องกันความเสี่ยงของราคาขายที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นในอนาคต

จากปัจจัยข้างต้นที่กล่าวมา ส่งผลให้บริษัทเชื่อว่าการเติบโตของรายได้จาการขายในปี 2562 จะเติบโตได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ไม่น้อยกว่า 1.35 หมื่นล้านบาท อย่างไรก็ดี บริษัทยังได้รับความสนใจจากคู่ค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศเข้ามาเจรจาอย่างต่อเนื่อง เบื้องต้นคาดว่าภายในช่วงเดือนตุลาคม 2562 จะได้รับสัญญาซื้อขายระยะยาว 12 เดือน จากลูกค้าผู้ประกอบธุรกิจด้านล้อยางเข้ามาเพิ่ม 1 ราย สร้างรายได้เพิ่มให้บริษัทได้ไม่น้อยกว่า 1.5-3 พันล้านบาทต่อปี ซึ่งอาจทำให้บริษัทได้รับออเดอร์การผลิตเพิ่มไม่น้อยกว่า 1 พันตันต่อเดือน