โลจิสติกส์มาแรง PORT ขยายท่าเรือ หนุนอนาคตแกร่ง

ทันหุ้น – PORT โตต่อเนื่อง พร้อมกางแผนขยายธุรกิจท่าเรือและโลจิสติกส์ครบวงจร เสริมแกร่ง ล่าสุดควักงบลงทุนสร้างท่าเรือแห่งที่ 3 ผ่านบริษัท BRT หนุนการให้บริการท่าเรือเพิ่มขึ้น 24% ระบุกดปุ่มให้บริการศูนย์ซ่อมบำรุงและจัดเก็บตู้คอนเทนเนอร์ครบทั้ง เฟส 1 และเฟส 2 แล้ว

นางสาวเสาวคุณ ครุจิตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สหไทย เทอร์มินอล จำกัด (มหาชน) หรือ PORT กล่าวว่า บริษัทมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องและมั่นคง จากการขยายตัวอย่างรวดเร็วใน 2-3 ปีที่ผ่านมา และบริษัทมีแผนจะขยายธุรกิจท่าเรือและโลจิสติกส์แบบครบวงจรเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ธุรกิจของบริษัท โดยการลงทุนสร้างท่าเรือพาณิชย์แห่งที่ 3 ผ่านการลงทุนใน บริษัท บางกอก ริเวอร์ เทอร์มินอล จำกัด (BRT) ซึ่งจะเพิ่มความสามารถในการให้บริการท่าเรือได้อีกประมาณ 180,000 TEUs/ปี รวมกับความสามารถในการให้บริการเดิมของบริษัทและบริษัทย่อย เป็น 920,000 TEUs/ปี หรือเพิ่มขึ้นราว 24%

ขยายศูนย์กระจายสินค้า

และขยายศูนย์กระจายสินค้าต่อยอดธุรกิจ ก้าวสู่การเป็นผู้นำการให้บริการโลจิสติกส์แบบครบวงจร โดยลงทุนใน บริษัท บางกอก โลจิสติกส์พาร์ค จำกัด (BLP) เพื่อพัฒนา และบริหารโครงการโลจิสติกส์พาร์คหรือศูนย์กระจายสินค้าบนพื้นที่กว่า 50 ไร่ ในเขตพื้นที่ของเมืองกรุงเทพมหานคร เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้า ไม่เพียงเท่านี้เรายังมีการนำเอานวัตกรรมเข้ามาใช้ในการบริการ รับกับเทรนด์ธุรกิจยุคดิจิทัล โดยสามารถชำระค่าผ่านท่าและค่ายกตู้สินค้าผ่านระบบ QR Code กับสหไทย เทอร์มินอล  เพื่อความสะดวกและรวดเร็วในการใช้บริการที่ท่าเรือสหไทย

ปัจจุบัน บริษัทมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากสายเรือ Feeder เข้าที่ท่าสหไทย จำนวน 5 ลำ ซึ่งในเดือนเมษายนที่ผ่านมามีลูกค้าสายเรือรายใหม่เข้าเทียบท่าเรือสหไทย โดยมีชื่อว่า VASI จากประเทศสิงคโปร์ คาดว่าจะมีปริมาณการขนส่งคอนเทนเนอร์ของสายเรือ VASI ประมาณ 1,600 teus/เดือน ซึ่งได้รับความพึงพอใจเป็นอย่างดี จากการให้บริการกับสายเรือ VASI เน้นไปที่สินค้า ประเภท ปุ๋ย และ เคมีภัณฑ์ โดยมีเส้นทางจากประเทศไทยไปยังท่าเรือ จิตตะกอง บังคลาเทศ โดยตรงซึ่งถือว่าเป็นเส้นทางที่มีความต้องการ ของตลาดอย่างมาก

เปิดศูนย์ซ่อมบำรุง

นอกจากนี้บริษัทเปิดให้บริการศูนย์ซ่อมบำรุงและจัดเก็บตู้คอนเทนเนอร์ครบทั้ง เฟส 1 และเฟส 2 แล้ว ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ทำให้บริษัทสามารถเพิ่มกำลังการให้บริการซ่อมบำรุงและจัดเก็บตู้ได้เป็นปีละกว่า 350,000 ทีอียู บนเนื้อที่รวมทั้งหมด 37 ไร่ ยิ่งกว่านั้น จากการย้ายการบริการซ่อมบำรุงและจัดเก็บตู้ออกไปยังบริษัทย่อย ทำให้เพิ่มความสามารถในการรองรับปริมาณตู้สินค้าผ่านท่าเรือได้เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 20% เป็น 500,000 ทีอียูต่อปี  ซึ่งช่วยเสริมศักยภาพในการให้บริการลูกค้ากลุ่มสายเรือได้มากยิ่งขึ้น