EAแบตเตอรี่ขุมสมบัติ โกยหมื่นล้านโตเท่าตัว

ทันหุ้น –EA เปิดประเด็นชัดๆ ธุรกิจแบตเตอรี่ “เทคโนโลยีเปลี่ยนยิ่งได้เปรียบ” ล่าสุดอยู่ระหว่างก่อสร้างโรงงาน และสั่งเครื่องจักร มั่นใจเปิดดำเนินการไตรมาส2 ปีหน้า ชูรถ-เรือEV-Green diesel และ PCM อนาคตสร้างรายได้เทียบเท่าธุรกิจไฟฟ้า ที่ปีนี้ตั้งเป้า 1.5 หมื่นล้าน และปีหน้า 2 หมื่นล้าน หลังโรงไฟฟ้ารับรู้เต็ม 664 เมกะวัตต์ ตั้งแต่ ไตรมาส3ปี62  

นายอมร ทรัพย์ทวีกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ EA เปิดเผยกับ “หนังสือพิมพ์รายวัน ทันหุ้น” ว่า ผลประกอบการครึ่งปีหลัง 2562 จะเติบโตดีกว่าครึ่งปีแรกอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากมีการรับรายได้จากการจำหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (COD) จากธุรกิจโรงไฟฟ้าเต็มกำลังการผลิต 664 เมกะวัตต์ เต็มไตรมาสตั้งแต่ไตรมาส 3/2562 เป็นไตรมาสแรก

แบ่งเป็น พลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์) 278 เมกะวัตต์ และพลังงานลม 386 เมกะวัตต์ ได้แก่ โครงการหนุมาน จ.ชัยภูมิ 260 เมกะวัตต์, โรงไฟฟ้าพลังงานลม โครงการหาดกังหัน 126 เมกะวัตต์ ซึ่งในครึ่งปีหลังจะเป็นไฮซีซันของพลังงานลม ซึ่งจะเป็นช่วงที่ลมจะดีมากกว่าปกติ เนื่องจากจะเข้าสู่หน้าหนาว

*เปิดโมเดลธุรกิจทำเงิน

สำหรับความกังวลถึงการเติบโตของรายได้และกำไรในอนาคต หลังจากที่บริษัทไม่มีโครงการโรงไฟฟ้าที่รอรับรู้รายได้แล้ว แต่บริษัทได้มีการศึกษาลงทุนในธุรกิจใหม่ต่อเนื่อง โดยปัจจุบันบริษัทได้เดินหน้าลงทุนก่อสร้างโรงไฟฟ้าโซลาร์ฟาร์มไฮบริด ที่ประเทศเวียดนาม มีขนาดกำลังการผลิต 5 เมกะวัตต์

ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างรอเซ็นสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) กับทางภาครัฐประเทศเวียดนาม รวมถึงอยู่ระหว่างศึกษาในประเทศเมียนมา โดยวางงบลงทุนไว้สำหรับโครงการโรงไฟฟ้าใหม่ๆ ไว้ที่ประมาณ 1,000 ล้านบาท และคาดว่าจะมีผลตอบแทนจาการลงทุนไม่ต่ำกว่า 10-15% คาดว่าจะเห็นความชัดเจนในประเทศเวียดนามได้ภายในปีนี้ และใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 1 ปี

ส่วนธุรกิจผลิตและจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า ปัจจุบันมียอดจองเข้ามาครบทั้งหมด 4,500 คัน คาดว่าจะสามารถส่งมอบได้ภายในปี 2563 น่าจะรับรู้รายได้ประมาณ 5,000 ล้านบาท และยังคงแผนขยายสถานีชาร์จได้ครบ 1,000 จุดในปีนี้ แบ่งเป็น 700 จุด ในกรุงเทพฯ และ 300 จุดที่ต่างจังหวัด จากปัจจุบันขยายไปแล้ว 500 จุด

แบตเตอรี่จะแรง

ด้านความคืบหน้าการก่อสร้างโรงงานผลิตแบตเตอรี่ เฟสที่1 ขนาด 1 กิกะวัตต์ (GWh) มูลค่าลงทุน 4 พันล้านบาท ปัจจุบันเดินหน้าก่อสร้างเต็มที่ และอยู่ระหว่างสั่งเครื่องจักร คาดว่าจะเดินเครื่องการผลิตได้ในช่วงปลายปี 2562 ถึงต้นปี 2563 และรับรู้รายได้ในช่วงไตรมาส 2/2563 ส่วนเฟสที่ 2 ที่จะเพิ่มกำลังการผลิตอีก 49 กิกะวัตต์ บริษัทคาดว่าจะทำการลงทุนหลังจากบรรลุผลสำเร็จของการดำเนินงานในเฟสแรกแล้ว ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างเจรจากับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ

ขณะที่โรงงานประกอบรถยนต์ไฟฟ้าที่ จ.ฉะเชิงเทรา คาดว่าจะดำเนินการการก่อสร้างแล้วเสร็จได้ภายในปลายปีนี้ จะสามารถรองรับการผลิตได้ราว 10,000 คันต่อปี โดยหากพบมีความต้องการมากกว่า 10,000 คัน บริษัทก็มีแผนจะขยายพื้นที่โรงงานดังกล่าวเพิ่มเติมได้ อีกทั้งยังเดินหน้าธุรกิจเรือไฟฟ้า โดยได้เปิดตัวเรือต้นแบบไปแล้วคาดว่าปีนี้จะผลิตได้ 20 ลำ ปี2563 ผลิตได้ 34 ลำ รวมเป็น 54 ลำ มูลค่าลงทุนกว่า 1,000 ล้านบาท ซึ่งเรือดังกล่าวจะให้บริการขนส่งสาธารณในแม่น้ำเจ้าพระยาปลายเดือนกันยายนนี้ จำนวน 2 ลำ

*พร้อมโตกระโดด

นอกจากนี้ Green diesel และ PCM เป็นสินค้าที่ต่อยอดจากธุรกิจ B100 ซึ่งบริษัทใช้เวลาศึกษากว่า 3 ปี ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีมาร์จิ้นค่อนข้างสูง คาดว่าจะเริ่มทยอยส่งมอบตั้งแต่ปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า โดยเริ่มเปิดตลาดในประเทศญี่ปุ่นเป็นแห่งแรก

“ยิ่งเทคโนโลยีเปลี่ยนเยอะแค่ไหน EA ยิ่งได้เปรียบมากเท่านั้น เงินที่เราลงทุนไปเป็นแสนล้าน เมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นศูนย์ ฉะนั้นถ้าทุกอย่างวิ่งตามเฟสอย่างที่เราเชื่อ เชื่อว่ารายได้ในอนาคตอีก 2-3 ปีไม่น่าจะน้อยกว่าโรงไฟฟ้า เพราะตลาดจะใหญ่ขึ้นพอที่เราจะไปเป็นตลาดใหม่ๆ และ EA ยังคงสถานะของบริษัทที่ Growth Stock ที่เติบโตด้วยนวัตกรรมนำเทคโนโลยี” นายอมร กล่าว

สำหรับผลประกอบการในปี 2562 บริษัทตั้งเป้ารายได้อยู่ที่ 1.5 หมื่นล้านบาท และเพิ่มเป็น 2 หมื่นล้านบาท ในปี 2563 ซึ่งจะเป็นการรับรู้รายได้จากกำลังการผลิตทั้งหมดของโรงไฟฟ้า 664 เมกกะวัตต์ เต็มปี และรับรู้รายได้จากการส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้า และธุรกิจ Green diesel และ PCM ที่เริ่มมีคำสั่งซื้อเข้ามาต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม การลงทุนธุรกิจใหม่ๆ ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2562 นี้ถือได้ว่าเป็นการเตรียมตัว และเตรียมความพร้อมสำหรับรองรับการเติบโตในปีหน้า และในอนาคต

*ลุ้น Q2 กำไรทะลุ 1.3 พันล.

บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ผลประกอบการไตรมาส 2/2562 ของ EA จะโดดเด่นมากเพราะเป็นไตรมาสแรกที่บริษัท COD โรงไฟฟ้าครบทั้งหมด 664 เมกะวัตต์ ในขณะที่ไตรมาส 2/2562 ปีนี้เป็นช่วงที่แดดแรงจัด ความเข้มของแสงอาทิตย์เพิ่มขึ้น ปริมาณหน่วยไฟฟ้าที่ผลิตได้จะเพิ่มสูงกว่าปกติ และธุรกิจไบโอดีเซลควรจะดีขึ้นเพราะราคาขายขยับขึ้นเล็กน้อยจากไตรมาสก่อน เบื้องต้นคาดรายได้และกำไรจะทำสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง โดยคาดรายได้ 3,540.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.7% จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 21.8% จากปีก่อน ต้นทุนและค่าใช้จ่ายอื่นๆ เชื่อว่ายังควบคุมได้อย่างดี จึงน่าจะมีกำไรปกติ 1,355.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.5% จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 35.8% จากปีก่อน

ทั้งนี้ EA ไม่เน้นเติบโตจากโรงไฟฟ้าเพราะผลตอบแทนไม่สูงเหมือนในอดีตที่ได้รับ adder 6.50-8.00 บาทต่อหน่วย สำหรับโรงไฟฟ้าโซลาร์ของ EA รุ่นที่ได้ adder ดังกล่าวจะทยอยหมดระยะเวลาสนับสนุนตั้งแต่ปลายปี 2022 ก่อนจะถึงเวลานั้นบริษัทจึงผลักดันธุรกิจที่จะเป็น S-curve ใหม่มาชดเชยการลดลงของรายได้จากโซลาร์ในอนาคต มีตั้งแต่ 1.รถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์ “MINE” ซึ่งมีคำสั่งซื้อถึงเป้าแล้วและจะเริ่มทยอยส่งมอบในช่วงไตรมาส 4/2562 2.สถานีชาร์จไฟฟ้า ซึ่งร่วมมือกับพันธมิตรเช่น ROBINS, CPALL, ปั๊มคาลเท็กซ์, Bridgestone ACT ติดตั้งสถานีชาร์จไฟฟ้า EA Anywhere ให้ถึงเป้า 1,000 สถานี ภายในสิ้นปีนี้จากปัจจุบัน 400-500 สถานี รูปแบบรายได้จะเป็นการแบ่งส่วนแบ่งรายได้ โดย EA ไม่ต้องเสียค่าเช่าพื้นที่ win-win ทุกฝ่าย

*ชี้เป้าอนาคต 62 บาท

3.Green diesel และ PCM เป็นสินค้าที่ต่อยอดจากธุรกิจ B100 ในปัจจุบันแต่มีมาร์จิ้นสูงกว่ามาก มีคำสั่งซื้อเข้ามาแล้ว คาดว่าจะเริ่มทยอยส่งมอบตั้งแต่ปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า และ 4.Battery storage เฟสแรก 1 GWh จะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ราวปลายปีนี้ ทั้งนี้ยังคงคาดกำไรปกติปี 2562 เพิ่มขึ้น 53.7% จากปีก่อน เป็น 6,015.6 ล้านบาท คงราคาเป้าหมาย 62 บาท (DCF) แนะนำซื้อ ขณะที่ความเสี่ยง คือการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี, การแข่งขันที่รุนแรง