KTBST มองอุตฯไฟฟ้า รับผลกระทบจำกัด แม้ต้องปรับแผน PDP ใหม่ หลังผู้ประกอบการลงทุนตปท.มากขึ้น

บล.เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด สแกน “อุตสาหกรรมไฟฟ้า” ยังคงน้ำหนักการลงทุน “มากกว่าตลาด” โดย Top pick คือ BGRIM (ซื้อ / 39.00 บาท) ทั้งนี้จากประเด็นผู้ตรวจการแผ่นดินให้ EGAT พิจารณากลับมามีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้า 51% เรามองไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญกับอุตสาหกรรมไฟฟ้า แม้ใน Worst case scenario ซึ่งทำให้ PDP 2560 มีโอกาสถูกแก้ไขและโครงการโรงไฟฟ้า IPP และ Solar rooftop ภาคประชาชนมีโอกาสถูกดึงกลับตามความเห็นของเราก็ตาม ซึ่งจะส่งผลต่อ Potential projects ในอนาคตของ IPP แต่การนำโรงไฟฟ้าออกมาประมูลยังใช้เวลาอีก 4-5ปี คาดตลาดยังไม่ Price in อย่างมีนัยสำคัญ

กอปรกับผู้ประกอบการต่างหันไปเน้นขยายธุรกิจในต่างประเทศทำให้ผลกระทบมีจำกัด ในขณะที่ส่วนของ Solar rooftop ประชาชนเองยังเป็นเพียงโครงการที่อยุ่ในระยะนำร่องเท่านั้น ดังนั้นการที่หุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าที่ปรับตัวลงวานนี้ (4/7/19) จากประเด็นดังกล่าว เป็นโอกาสในการเข้า “ซื้อ”

ผู้ตรวจการแผ่นดินเสนอให้พลังงานแก้แผน PDP 2560 เพื่อให้รัฐมีสัดส่วนผลิตไฟฟ้า 51% ในขณะที่ทางสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) จะหารือเป็นการภายใน เพื่อพิจารณาข้อร้องเรียน แม้ตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ ปี 2561-2580 (แผนพีดีพี 2560 ) สัดส่วนผลิตไฟฟ้าของ กฟผ.จะลดลง แต่เอกชนที่ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่(ไอพีพี) ทุกรายต้องขายไฟฟ้าให้กับ กฟผ. ดังนั้น กฟผ.จะเป็นผู้บริหารจัดการไฟฟ้าทั้งหมด จึงไม่มีความกังวลเรื่องความมั่นคงไฟฟ้าของประเทศแต่อย่างใด (ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ)

หากตีความสัญญาโรงไฟฟ้า IPP ที่เอกชนบริหารเป็นของ EGAT จะไม่ส่งผลต่ออุตสาหกรรมอย่างมีนัยสำคัญ โดยปัจจุบัน EGAT มีกำลังการผลิตไฟฟ้าคิดเป็นสัดส่วนราว 67% (มากจากโครงการที่ EGAT บริหารจัดการเอง 16GW + จ้างเอกชนบริหาร IPP 15GW) ของกำลังการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด และหากอิง PDP 2560 (ฉบับใหม่) EGAT จะมีกำลังการผลิตไฟฟ้าคิดเป็นสัดส่วนราว 50% (42GW) ณ ปี 2037 โดยทาง EGAT ขาดกำลังการผลิตฯ อีกราว 156MW เท่านั้น เพื่อให้สัดส่วนการผลิตฯ กลับขึ้นไปสู่ระดับ 51% ทำให้ PDP แม้มีโอกาสถูกแก้ไขแต่การปรับสัดส่วนโรงไฟฟ้าเอกชนลงจะไม่ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญ

และเป็นลบเล็กน้อยหากตีความโรงไฟฟ้า IPP ที่บริหารโดยเอกชนไม่ใช่ของ EGAT จากโครงการโรงไฟฟ้าในอนาคตที่เอกชนสามารถเข้าร่วมได้ลดลงจากโอกาสที่ PDP ฉบับใหม่จะถูกปรับปรุง ซึ่งหาพิจารณา Scenario นี้จะทำให้สัดส่วนการผลิตไฟฟ้าในปัจจุบันของ EGAT อยู่ที่ราว 35% และเหลือราว 28% ในปี 2037 ตาม PDP 2560 ส่งผลให้ EGAT ขาดกำลังการผลิตฯอีกราว 17GW เพื่อให้สัดส่วนการผลิตฯ กลับขึ้นไปสู่ระดับ 51% ทำให้ PDP มีโอกาสถูกแก้ไขและปรับสัดส่วนโรงไฟฟ้าเอกชนลง

ทั้งนี้ด้วยโครงการโรงไฟฟ้าใหม่ใน PDP 2560 มีกำลังการผลิตใหม่เพิ่มราว 56GW เราประเมินว่ามากพอที่จะไม่ทำให้โครงการที่ได้เซ็น PPA ไปแล้วถูกกระทบ โดยเราคาดโครงการที่มีโอกาสถูก EGAT ดึงกลับไปทำเองอิงตาม PDP 2560 คือโรงไฟฟ้า IPP 8.3GW และโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนโดยเฉพาะ Solar rooftop ภาคประชาชน 10GW ซึ่งยังเป็นเพียงโครงการนำร่องอยู่

โดยหุ้นที่ได้รับผลกระทบจาก Scenario นี้ในกลุ่มโรงไฟฟ้า IPP คือ GULF (ถือ / 86.00 บาท) GPSC (ถือ / 63.50 บาท) RATCH EGCO และธุรกิจ EPC/Private PPA ที่กระทบจาก Solar rooftop ประชาชน คือ GUNKUL (ซื้อ / 3.30 บาท) SPCG

อย่างไรก็ตามเรามองผลกระทบจำกัดโดยในกรณี IPP การเปิดประมูลโรงไฟฟ้ายังใช้เวลาอีก 4-5 ปีเชื่อว่าตลาดตอบรับเพียงเล็กน้อยจาก Potential projects ในอนาคตและปัจจุบันผู้ประกอบการได้หันไปให้ความสำคัญกับโครงการในต่างประเทศหลัก ในขณะที่โครงการ Solar rooftop ยังเป็นเพียงโครงการที่อยู่ในระยะนำร่องเท่านั้น

 

รายงาน : ธิดารัตน์ เห็นพร้อม
อย่าลืมกดถูกใจ(Like)http://Facebook : ทันหุ้น
กดติดตาม (subscribe)Youtube : thunhoon V.I.P
www.thunhoon.com