ประเมินแนวโน้ม SET ในก.ค. และประเด็นติดตาม

สวัสดีครับท่านผู้อ่าน ตลาดหุ้นในเดือนมิ.ย. ปรับขึ้นอย่างโดดเด่น โดย SET Index ปรับตัวขึ้น +6.80%MoM ด้วยปัจจัยหนุนหลักจากกระแสเงินทุนจากต่างชาติที่ไหลเข้ามายังตลาดหุ้นไทย โดยนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิเป็นมูลค่ารวมกว่า 4.67 หมื่นล้านบาทตลอดช่วงเดือนที่ผ่านมา การปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นไทยสอดคล้องกับทิศทางตลาดหุ้นทั่วโลก หลังธนาคารกลางสหรัฐฯ ส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบายทางการเงินอย่างชัดเจนและอาจมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อยหนึ่งครั้งในปีนี้ และเร็วที่สุดคือการประชุมรอบหน้าในเดือนกรกฎาคม ธนาคารกลางอื่นๆ รวมถึง ECB และ BOJ ต่างส่งสัญญาณไปในทางเดียวกัน โดยจะดำเนินมาตรการผ่อนคลายทางการเงินเพื่อลดความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะความไม่แน่นอนของการเจรจาการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ ความชัดเจนทางการเมืองเป็นอีกประเด็นที่เรียกความเชื่อมั่นให้นักลงทุนและภาคธุรกิจ เมื่อกลุ่มการเมืองที่นำโดยพรรคพลังประชารัฐเป็นฝ่ายได้จัดตั้งรัฐบาล โดยมีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาเป็นนายกรัฐมนตรีต่ออีกสมัย และคาดว่าจะได้รายชื่อคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการช่วงกลางเดือนก.ค.

มาถึงในฉบับนี้ ผมประเมินแนวโน้ม SET ในเดือนก.ค. ได้ว่ามีโอกาสจะปรับตัวขึ้นได้ต่อเนื่องต่อจากเดือนมิ.ย. ด้วยปัจจัยหนุนทั้งจากภายนอก และภายในประเทศ ได้แก่   1) สหรัฐ และจีนกลับมาเจรจาการค้ากันอีกครั้ง หลังการพบกันระหว่างทรัมป์ และสีจิ้นผิง ในช่วงการประชุม G20 โดยทรัมป์ยังไม่ขึ้นภาษีสินค้าจีนมูลค่า 3 แสนล้านเหรียญ นอกจากนี้ถือว่าออกมาดีกว่าตลาดคาด โดยทรัมป์อนุญาตให้บริษัทสหรัฐทำธุรกิจกับหัวเว่ยได้ ส่วนจีนจะสั่งซื้อสินค้าเกษตรจากสหรัฐมากขึ้น 2) คาดกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันคงมาตรการลดกำลังการผลิต (ในช่วงจัดทำบทความฉบับนี้ ยังไม่ทราบผลการประชุม) ซึ่งในช่วงประชุม G20 รัสเซียกับซาอุดิอาระเบียเห็นว่าควรจะขยายเวลาลดการผลิตอีก 6-9 เดือน เพื่อขยายเวลาลดการผลิตลงวันละ 1.2 ล้านบาร์เรล ซึ่งหมดอายุไปเมื่อ 30 มิ.ย. ที่ผ่านมา จะเป็นปัจจัยหนุนดัชนีได้ผ่านกลุ่มพลังงาน    และ 3) ปัจจัยภายในที่โดดเด่น โดยนายกฯ ประยุทธ์ จันทร์โอชา คาดว่าจะสามารถตั้งครม.ได้ในช่วงกลางเดือนก.ค.นี้ ซึ่งหลังจากนั้นจะได้เห็นนโยบายในด้านต่างๆ ของรัฐบาลชุดใหม่ โดยเฉพาะนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ และที่คาดว่าจะสามารถทำได้เลย คือ นโยบายเพิ่มกำลังซื้อให้กับผู้บริโภค หรือกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย ซึ่งผมมองว่าจะเป็นปัจจัยหนุนตลาดได้  ส่งผลให้ปัจจัยบวกต่างๆ ที่กล่าวมา จะหนุนให้ SET ในเดือนก.ค.นี้ ปรับตัวขึ้นได้ต่อ โดยมีแนวต้านถัดไปที่ 1750-1760 และ 1780 จุด ตามลำดับ ส่วนแนวรับอยู่ที่บริเวณ 1730 และ 1717 จุด ซึ่งคาดว่ายังเป็นจุดรองรับ สำหรับการพักตัวสลับระหว่างทาง

เมื่อมองตลาดหุ้นจะปรับตัวขึ้นได้ต่อ ก็ต้องมีหุ้นมาแนะนำถูกไหมครับ ซึ่งผมขอหยิบหุ้นแนะนำประจำเดือนก.ค. ของ SCBS มาแนะนำ ซึ่งเป็นส่วนผสมของหุ้นภายในและภายนอก โดยเลือก ROBINS และ WHA เป็นหุ้นที่ได้ประโยชน์จากนโยบายภาครัฐ ขณะที่ CHG ผลการดำเนินงานจะฟื้นตัวในครึ่งปีหลัง PTTEP ตามทิศทางที่ดีของราคาน้ำมัน และ IVL จากความตึงเครียดที่ลดลงของสงครามการค้า

ด้านประเด็นสำคัญในเดือนนี้ ติดตามสัญญาณดอกเบี้ยเฟดช่วงปลายเดือน ทั้งนี้แม้สหรัฐฯ และจีนกลับมาเจรจาการค้ากันอีกครั้ง อย่างไรก็ตามตลาดยังมองถึงโอกาสที่เฟดจะลดดอกเบี้ยในก.ค. ด้วยความน่าจะเป็น 100% (แต่ความน่าจะเป็นลดลงในการมองว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยปีนี้ 2 ครั้ง) ซึ่งผมมองว่ามาจากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐที่ส่งสัญญาณชะลอตัว รวมถึงเฟดส่งสัญญาณก่อนหน้านี้ว่า พร้อมที่จะใช้นโยบายผ่อนคลายการเงินเพื่อพยุงเศรษฐกิจ ทั้งนี้ติดตามความชัดเจนได้ในการประชุมวันที่ 31 ก.ค. ส่วนปัจจัยในประเทศ จะเริ่มเข้าสู่ช่วงรายงานผลการดำเนินงานใน Q2/62 ซึ่งกลุ่มแบงก์ จะเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมแรกที่จะประกาศผลการดำเนินงาน โดยคาดว่าผลการดำเนินงานยังไม่โดดเด่น (ชะลอตัวทั้ง yoy และ qoq) นอกจากนี้ จะมีบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ รายงานงบการเงินเข้ามา 3 แห่ง ได้แก่  1) PTTEP ซึ่งคาดกำไรจะเติบโตโดดเด่นทั้ง yoy และ qoq ด้วยราคาขายและปริมาณการขายที่ปรับเพิ่มขึ้น และได้ประโยชน์เงินบาทแข็งค่า   2) DTAC กำไรจะเติบโตเมื่อเทียบ yoy จากฐานต่ำเมื่อปีก่อน และต้นทุนที่ลดลง แต่รายได้ยังชะลอตัว และ   3) SCC ผลการดำเนินงานยังชะลอตัวทั้ง yoy และ qoq จากปัจจัยกดดันราคาส่วนต่างผลิตภัณฑ์ที่ยังแคบ…และพบกันใหม่ในฉบับหน้านะครับ…ด้วยรักและหวังดี