ตลท.ผนึก 31 บจ. mai ผู้ทรงคุณวุฒิ-ฟินเทค เดินหน้าสร้าง SE แข็งแกร่ง

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ร่วมกับสมาคมบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอจัดโครงการ SET Social Impact Gym 2019 เดินหน้าพัฒนาศักยภาพธุรกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise: SE) สู่ความยั่งยืนต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 และปีนี้จะขยายผลลงพื้นที่ติวเข้มSE ในภูมิภาคโดยใช้พลังการขับเคลื่อนร่วมกับภาคธุรกิจ ภาคการศึกษา และภาคสังคมในท้องถิ่นภายใต้โปรแกรม N-E-S (North – E-san – South Impact Gym by SET)เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ดีและแก้ไขปัญหาทางสังคมในมิติที่ลึกและกว้างขึ้น

นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ มุ่งพัฒนาตลาดทุนให้เป็นประโยชน์แก่ผู้เกี่ยวข้องในทุกมิติของสังคม ตอกย้ำวิสัยทัศน์ To Make the Capital Market “Work” for Everyone จึงได้ริเริ่มบทบาทการเชื่อมโยงภาคธุรกิจและภาคสังคมเพื่อเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืนภายใต้การดำเนินงานของแพลตฟอร์มดิจิทัล SET Social Impact ที่มุ่งให้เกิดการลงทุนเพื่อสังคม (Social Impact Investment) ที่ภาคธุรกิจสามารถนำทรัพยากรขององค์กรมาลงทุนโดยไม่หวังเพียงผลกำไร แต่มุ่งสร้างผลลัพธ์ที่ดีทางสังคมควบคู่กันโดยโครงการSET Social Impact Gym 2019ซึ่งจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 อยู่ภายใต้การดำเนินงานของแพลตฟอร์มดังกล่าว เป็นโครงการที่ได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจากจิตอาสาที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิในภาคตลาดทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้บริหารระดับสูงจากบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ ร่วมนำทรัพยากรที่เป็นองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญด้านการประกอบธุรกิจถ่ายทอดสู่ SE ให้เกิดความแข็งแกร่งและพัฒนาศักยภาพสู่ความยั่งยืน

โครงการ SET Social Impact Gym ที่ผ่านมา พัฒนาศักยภาพด้านการประกอบธุรกิจ (Entrepreneurship) สร้างความแข็งแกร่งให้แก่ SE แล้ว 32 ราย และกว่าครึ่งหนึ่งสามารถต่อยอดความร่วมมือทางธุรกิจกับบริษัทจดทะเบียน สำหรับปีนี้มี SE ผ่านการคัดเลือกและได้เข้าร่วมโครงการ 14 ราย จากผู้สมัครกว่า 200 ราย ที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาสังคมทั้งด้านสิ่งแวดล้อม การศึกษา สุขอนามัย การพัฒนาชุมชน และการสร้างโอกาสให้ผู้เปราะบาง

ทั้งนี้ นอกเหนือจากโค้ชจิตอาสาที่เป็นผู้บริหารจากบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ 31 ท่าน ยังได้รวบรวมจิตอาสาที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ที่จำเป็นต่อการเป็นผู้ประกอบการเชิงสังคม ทั้งด้านการสร้างแบรนด์ การบริหารการผลิต และการออกแบบ ร่วมให้คำปรึกษาอย่างเข้มข้นตลอดระยะเวลา 3 เดือน ผ่านโปรแกรมเวิร์กชอปแบบตัวต่อตัวและมีพี่เลี้ยงตลอดโครงการ ซึ่งความพิเศษของปีนี้ นอกเหนือจากจำนวนโค้ชอาสาที่เพิ่มขึ้น โครงการยังออกแบบการพัฒนาศักยภาพที่เน้นการใช้เครื่องมือดิจิทัลสำหรับธุรกิจในช่วงเริ่มต้น โดยมี บริษัท กรุงศรี ฟินโนเวต จำกัด ร่วมเป็นพันธมิตรในการริเริ่มและพัฒนานวัตกรรม เพิ่มศักยภาพการแข่งขันในยุคดิจิทัลเพื่อการจัดการและบริหารธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ และบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็มเอไอ ที่มีพื้นที่การทำงานในส่วนภูมิภาคยังขยายผลโครงการ SET Social Impact Gym สู่ภูมิภาคภายใต้โปรแกรม N-E-S(North-E-san-South Impact Gym by SET)ด้วยแนวคิดการสร้างผู้ประกอบการในท้องถิ่นให้เข้มแข็งในท้องถิ่น (Local-to-Local Growth) อย่างยั่งยืน โดยใช้ศักยภาพของตลาดทุน ด้วยพื้นที่นำร่องเบื้องต้นในภาคเหนือ (จ.เชียงราย)และภาคอีสาน โปรแกรม N-E-S เป็นความร่วมมือกับพันธมิตรภาคธุรกิจ ภาคการศึกษา ภาคสังคม และสื่อมวลชนในท้องถิ่น โดยมีนักธุรกิจเพื่อสังคมในพื้นที่ร่วมเป็นหัวหอกในการขับเคลื่อนสร้างการเติบโตในภูมิภาค และแก้ไขปัญหาของท้องถิ่นควบคู่กันไปกล่าวคือเป็นการขับเคลื่อนการเติบโตแบบมีส่วนร่วม (Inclusive Growth) ด้วยศักยภาพของตลาดทุน

นางเอื้อมพร ปัญญาใส นายกสมาคมบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ(maiA)กล่าวว่า maiA ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์ฯ ส่งเสริมศักยภาพ SE ผ่านโครงการ SET Social Impact Gym มาตั้งแต่เริ่มต้น ในฐานะที่เป็นต้นแบบของธุรกิจ (Role Model) ขนาดกลางและเล็กที่มีมาตรฐาน มีความเป็นสากล และเป็นมืออาชีพในการเป็นผู้ประกอบการ โดยมีผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนร่วมเป็นโค้ชอาสา31 ท่านครบทั้ง 8 กลุ่มอุตสาหกรรม มาถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ให้แก่ SE ซึ่งส่วนใหญ่มีความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมแต่ยังต้องการการเพิ่มศักยภาพด้านการประกอบธุรกิจ หาก SE เหล่านี้อยู่ได้อย่างมั่นคงก็จะสามารถช่วยเหลือสังคม สร้างผลลัพธ์ที่ดีทางสังคมได้ต่อเนื่องและยั่งยืน ดิฉันในฐานะนายกสมาคม maiA และผู้แทนโค้ชจากบริษัทจดทะเบียน รู้สึกยินดีที่ได้ร่วมสร้างผู้ประกอบการเพื่อสังคมรุ่นใหม่ และอีกด้านหนึ่งยังเป็นโอกาสได้เรียนรู้แนวคิดและการทำธุรกิจเพื่อสังคม ซึ่งถือเป็นกระบวนการเรียนรู้จากทั้ง 2 ฝ่ายสามารถนำไปสู่การต่อยอดทางธุรกิจร่วมกันในอนาคต