ภาษีตราสารหนี้…ดีเดย์ 20 ส.ค.นี้

สมาคมบริษัทจัดการลงทุน แนะอย่าใช้เกณฑ์ภาษีทิ้งพอร์ตลงทุนในตราสารหนี้ ควรทำความเข้าใจผลกระทบรวมถึงกระจายลงทุนในสินทรัพย์อื่นเพิ่มเติมสอดคล้องกับความเสี่ยงที่รับได้ ขณะที่ดีเดย์จัดเก็บภาษี ดอกเบี้ยกองทุนตราสารหนี้ 20 ส.ค.นี้ คาดผลกระทบแต่ไม่แรง เพราะตราสารหนี้ยังน่าลงทุนในภาวะตลาดทุนผันผวน

นายวศิน วณิชย์วรนันต์ นายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) แนะนำนักลงทุนภายหลังจากมีการเก็บภาษีเงินได้จากการลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้ว่า ไม่อยากให้ใช้เรื่องของภาษีมาเป็นตัวแปรในการโยกหรือวับเปลี่ยนกองทุนในทันที แต่อยากให้พิจารณาถึงความเสี่ยงเป็นหลัก เพราะอย่างน้อยการลงทุนในตราสารหนี้แม้จะโดนเก็บภาษีดอกเบี้ยในอัตรา 15% ก็ตามแต่ผลตอบแทนยังทำได้ดีกว่าการฝากเงินไว้กับแบงก์

บลจ.พร้อมรับมือบริหารผลตอบแทน

นายวศิน ยังมองด้วยกว่า การจัดเก็บภาษีตราสารหนี้เป็นการสร้างความท้าทายให้กับภาคธุรกิจบริหารจัดการสินทรัพย์ในการหาผลตอบแทนให้ได้ตามเป้าหมายเดิม เพราะภายหลังที่ถูกเก็บภาษีดอกเบี้ยในอัตรา 15% จะทำให้ผลตอบแทนของนักลงทุนลดลง ดังนั้นก็เป็นงานของผู้จัดการกองทุนที่จะทำอย่างไร ใช้เครื่องมืออะไร บริหารพอร์ตอย่างไรในการสร้างผลตอบแทนให้ได้ตามที่ผู้ลงทุนต้องการ

   “ในภาพรวมก็เป็นเรื่องดีที่ทำให้นักลงทุนเกิดการเรียนรู้เรื่องการลงทุน และระดับความเสี่ยงของสินทรัพย์ต่างๆ ที่สามารถให้ผลตอบแทนสูงกว่าตราสารหนี้ ซึ่งในระยะยาวยังเป็นการสนับสนุนการเติบโตของตลาดทุนและตลาดเงิน”

ดีเดย์ 20 ส.ค.นี้

ทั้งนี้ การจัดเก็บภาษีเงินได้จากการลงทุนในตราสารหนี้ของกองทุนรวมจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 20 ส.ค.62 (90 วัน นับจากวันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา) โดย AIMC ยังระบุด้วยว่า กรณีที่ลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้ ผู้ลงทุนที่เป็นบุคคลธรรมดาไม่ต้องจ่ายภาษีเงินปันผลหรือภาษีกำไรจากส่วนต่างของราคาเนื่องจากได้มีการหักภาษีไว้ในระดับกองทุนแล้ว

สำหรับกองทุนรวมอื่น ๆ อาทิ กองทุนรวมตราสารทุน กองทุนรวมผสม ฯลฯ เมื่อกองทุนจ่ายปันผล ผู้ลงทุนที่เป็นบุคคลธรรมดาจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% และสามารถเลือกที่จะไม่นำไปคำนวณ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเมื่อสิ้นปีก็ได้ กรณีที่มีส่วนต่างของราคาหรือกำไรจากราคาขายจะได้รับการยกเว้น

RMF-PVD รับสิทธิยกเว้น

อย่างไรก็ตาม เพื่อส่งเสริมการออมได้ยกเว้นภาษีสำหรับกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) เนื่องจากเป็นการลงทุนระยะยาวเพื่อรองรับการเกษียณ ซึ่งจำเป็นต่อประเทศ

นายวศิน กล่าวอีกว่าในส่วนของกองทุนเทอมฟันด์(Term fund) หากจัดตั้งและลงทุนก่อนวันที่กฎหมายมีผลบังคับ ผู้ถือหน่วยยังคงได้รับผลตอบแทนตามอัตราที่ บลจ. เคยระบุไว้ ขณะที่ลงทุนรอบใหม่เกิดขึ้นภายหลังจากกฎหมายมีผลบังคับใช้ผลตอบแทนจากการลงทุนรอบใหม่จะโดนหักภาษีดอกเบี้ย 15% ซึ่งในกองทุนเทอมฟันด์ก็จะมีทั้งตราสารหนี้ที่ลงก่อน และลงหลังจากที่กฎหมายบังคับใช้ ทำให้ผลตอบแทนจากการลงทุนไม่ได้หายไปทันที 15% แต่จะค่อยๆทยอยเกิดขึ้นส่วนกองทุนเทอมฟันด์ ที่จัดตั้งและลงทุนภายหลังวันที่กฎหมายมีผลบังคับใช้จะต้องถูกหักภาษี  

ทั้งนี้ AIMC ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า กองทุนรวมตราสารหนี้ ณ สินปีที่ผ่านมา มีมูลค่าทรัพย์สินรวม 2.51 ล้านล้านบาท ในแต่ละปีมีเงินลงทุนใหม่ (New Money) เข้ามาลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้ปีละประมาณ 7 หมื่นล้านบาท ถึง 1 แสนล้านบาท ซึ่งนายวศิน เชื่อว่าแม้จะมีการจัดเก็บภาษีดอกเบี้ยกองทุนตราสารหนี้ แต่เชื่อว่ายังคงมีเม็ดเงินใหม่ไหลเข้ามาลงทุนต่อเนื่อง ด้วยปัจจัยที่ตลาดหุ้นทั่วโลกผันผวน ซึ่งการลงทุนในตราสารหนี้มีความผันผวนและความเสี่ยงที่ต่ำกว่า

ไม่จัดเก็บภาษีย้อนหลัง

นอกจากนี้ นายกฤษณ์ ณ สงขลา ผู้ช่วยกกรมการผู้จัดการสายงานจัดการลงทุน ฝ่ายลงทุนตราสารหนี้ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จํากัด (มหาชน) หรือ KTAM ยังให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า ในมุมมองต่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้นนั้นมองว่าไม่ได้มากนัก แม้ว่าผลตอบแทนจากการลงทุนจะลดลงไปบ้างแต่ก็ไม่ใช่ทันทีทันใด เพราะกองทุนรวมตราสารหนี้ที่ออกมาก่อน พระราชบัญญัติหรือ พรบ.มีผลบังคับใช้จะได้รับการยกเว้นจัดเก็บภาษีตัวนี้

“พ.ร.บ.ประกาศใช้เดือนนี้ ราวปลายเดือนสิงหาคมถึงมีผลบังคับใช้ ซึ่งจะทำให้นักลงทุน และบลจ.ได้ปรับตัวกับผลกระทบที่เกิดขึ้น ดังนั้นมองว่าทั้งตลาดและส่วนของผู้ลงทุนเองก็จะไม่ได้รับผลกระทบในทันทีแต่จะค่อยๆ เกิดขึ้น อีกทั้งรายได้ก็ไม่ได้หายไปหมด 15% เพราะกองทุนตราสารหนี้ไม่ได้มีรายได้จากดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว รายได้จากส่วนที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยก็ยังมีอยู่ เช่น กำไรจากการซื้อขาย การปรับพอร์ตลงทุนระหว่างทาง”นายกฤษณ์ กล่าว

 

สำหรับ ราชกิจจานุเบกษา เริ่มประกาศ ณ วันที่ 19 พฤษภาคม 2562 สำหรับพระราชบัญญัติ แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 52) พ.ศ. 2562 ซึ่งสาระสำคัญของการแก้ไขพ.ร.บ.ฉบับนี้ คือ การจัดเก็บภาษีเงินได้จากการลงทุนในตราสารหนี้ของกองทุนรวม ในอัตรา 15% จากเดิมที่ไม่เคยมีการจัดเก็บภาษี ส่งผลให้ผู้ลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ต้องรับภาระจ่ายภาษี ทำให้ส่งผลกระทบต่อผลตอบแทนจากการลงทุน โดยพ.ร.บ.ฉบับนี้ ให้ใช้บังคับเมื่อพ้น 90 วันนับแต่วันที่ประกาศราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ทั้งนี้พ.ร.บ.ดังกล่าวมีผลบังคับใช้ 20 สิงหาคม 2562

 

รายงาน: อรุณ พงษ์พิชิต
อย่าลืมกดถูกใจ(Like)http://Facebook : ทันหุ้น
กดติดตาม (subscribe)Youtube : thunhoon V.I.P
www.thunhoon.com