เจาะลึกปม GIC วางเกมหุ้นไทย เปิดชื่อหุ้นเสี่ยงถูกเทรายต่อไป

ทันหุ้น- เปิดหน้าไพ่กองทุนสิงคโปร์ GIC กับโอกาสที่จะเททิ้งหุ้นรายถัดไป เห็นชัด 2 ปีลดถือครองหุ้นไทยจาก 27 หลักทรัพย์เหลือ 10 หลักทรัพย์รวดแล้ว จับตา BH-IVL คิวต่อไป หลังลดสัดส่วนต่อเนื่อง ขณะที่ CPF-MAJOR ยิ้มกริ่ม ถูกเพิ่มสัดส่วนเท่าตัว ผู้เชี่ยวชาญชี้ GIC มองยาว เผยโอกาสฟันด์โฟลว์เข้าไทยยังมีต่อเนื่อง เหตุ S&P จ่อเพิ่มเครดิตประเทศเป็น A-

วิพากษ์การเดินเกมของกองทุนเพื่อการลงทุนแห่งสิงคโปร์ GIC (Government of Singapore Investment Corporation) ที่เทขายถล่มหุ้นไทยออกไปนับตั้งแต่ปี 2560 ชนิดโบกมือลาหุ้นหลายตัว  ล่าสุดได้เทขาย LH ชนิดเกลี้ยงพอร์ต 7% รับทรัพย์เฉียดหมื่นล้านบาทเฉพาะหุ้นนี้

@ลดถือครองหุ้นไทย

จากการตรวจสอบการปิดสมุดทะเบียนบริษัทจดทะเบียน ของ “ทีมงานทันหุ้น” พบว่า ในปี 2560 GIC ถือครองหลักทรัพย์ไทยราว 27 หลักทรัพย์ ก่อนที่จะลดเหลือ 23 หลักทรัพย์ในการปิดสมุดทะเบียนปี 2561 โดยเททิ้งหุ้น BEC , QH , ADVANC , GLOW  , TMB ออกไป และถือหลักทรัพย์เพิ่มคือ SHREIT

และปัจจุบัน GIC เหลือถือครองหลักทรัพย์เพียง 17 หลักทรัพย์เท่านั้น โดยขายทิ้งหุ้นเพิ่มเติมคือ SCC , THRE , LHHOTEL , LHSC , LHPF

อันที่จริงจะสังเกตพบว่าจังหวะที่ GIC ลดสัดส่วนการถือครองหุ้นไทยอย่างมาก เป็นช่วงที่ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นไปแรง การขายในช่วงดังกล่าวนับว่าเป็น “ฝีมือ” ที่ไม่ธรรมดาของกองทุนระดับโลกรายนี้

@ BH-IVL เสี่ยงโดนเทรายต่อไป

ทีมงานทันหุ้น นำการปรับพอร์ตของ GIC ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โดยนำสัดส่วนสัดส่วนการถือหุ้นของ GIC ในการปิดสมุดทะเบียนปี 2560 เทียบกับปี  2562 เพื่อที่จะตรวจสอบว่าหลักทรัพย์ไหนที่จะเป็นรายต่อไปจะถูกเทพบว่า

2ปีที่ผ่านมา GIC ได้มีการลดพอร์ต 9 หลักทรัพย์ด้วยกัน โดยลดสัดส่วนการถือครอง CPNREIT มากสุด จากที่มีสัดส่วนถือหุ้น 1.27% เหลือ 0.73% คิดเป็นอัตราการเปลี่ยนแปลง  42.52%

2.BH จาก 1.93% เหลือ 1.35% คิดเป็นอัตราการเปลี่ยนแปลง  30% 3.IVL จาก 1.09% เหลือ 0.78% 4.TOP จาก 0.86% เหลือ 0.65% คิดเป็นอัตราการเปลี่ยนแปลง  24.42% 5.PTT จาก 1.05% เหลือ 0.84% คิดเป็นอัตราการเปลี่ยนแปลง  20%

@ เพิ่มพอร์ต CPF-MAJOR เท่าตัว

อย่างไรก็ดี GIC กลับนำเงินเข้ามาเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นไทย 8 หลักทรัพย์ โดยเพิ่มสัดส่วนหุ้น CPF มากสุด จาก 1.4% เป็น 3.65% คิดเป็นอัตราการถือหุ้นเพิ่มขึ้น 160.71% รองลงมาเป็น MAJOR จาก 2.21% เป็น 4.87%

3.BBL จาก 0.54% เป็น 0.95%เพิ่มขึ้น 75.93% 4.SCB จาก 0.8% เป็น 1.17% เพิ่มขึ้น 46.25% และ 5. CPALL จาก 1.24% เป็น 1.94% เพิ่มขึ้น 19.35%

นายวิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ทรีนีตี้ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านกระแสเงินทุนโลก ระบุว่า การที่ GIC ขายหุ้นไทยออกไปเป็นการปรับพอร์ตตาม MSCI ซึ่งหันไปเพิ่มน้ำหนักจีนมากขึ้น ทำให้มีการขายหุ้นที่มีกำไรมากออกไป ซึ่งลักษณะ GIC นับเป็นกองทุนที่เน้นพื้นฐานและถือยาวมาก ดังนั้นการขายของ GIC จึงมีกำไรสูง

โดยกรณีการการขาย LH ออกไป มองว่า เป็นหุ้นแรกๆ เริ่มที่เข้ามาลงทุนในปี 2542 และมีกำไรมากจึงทยอยขายออกมาก ส่วนการทยอยลดสัดส่วนของ BH  ก็เช่นเดียวกันลงทุนมาเป็นเวลา 10 ปีก็มีกำไร ส่วนการขาย IVL ก็เป็นเพราะว่าไปลงทุนตั้งแต่มีการปรับโครงสร้างและกำไรสูงมาก

“ลักษณะหุ้นที่ GIC ลงทุนนอกจากจะเป็นหุ้นที่มีปันผลแล้วก็ยังมีการเติบโต ทำให้มีกำไรค่อนข้างมาก”

สำหรับการเพิ่มสัดส่วนการลงทุนใน CPF อาจจะเป็นเพราะเป็นหุ้นที่มีแวลูมากจากการถือครอง CPALL ค่อนข้างเยอะและราคา CPALL ก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นดี ส่วนการเพิ่มสัดส่วน MAJOR เนื่องจากเป็นหุ้นที่มีปันผลค่อนข้างสูง

ที่น่าสนใจก็คือ GIC ยังคงเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ อย่าง BBL และ SCB เนื่องจากหลายแบงก์มีราคาถูกใกล้เคียงกับมูลค่าทางบัญชี และก็มีปันผล

@ จับตาS&Pเพิ่มเรตติ้งไทย

นายวิศิษฐ์ ระบุด้วยว่า ทิศทาของตลาดหุ้นไทยยังมีเม็ดเงินต่างชาติเข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยปีนี้นับเป็นปีแรกที่ต่างชาติ เข้าทั้ง พันธบัตรระยะยาว พันธบัตรระยะสั้น ตลาดทุน และตลาดตราสารอนุพันธ์ พร้อมๆ กัน ซึ่งหุ้นไทยยังคง Laggards จากตลาดหุ้นภูมิภาค ที่มีเงินเข้าไปก่อนหน้า  จากความคาดหวังในการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐที่ประเมินว่าจะลดถึง 4 ครั้ง ใน 18 เดือนจากนี้

ขณะเดียวกันกระแสเงินทุนยังเข้ามาเก็งกำไรจากโอกาสที่ S&P บริษัทเครดิตระดับโลกจะปรับเรตติ้งของประเทศเพิ่มขึ้นมาจากสภาวะการเมืองที่ชัดเจนขึ้น โดยปัจจุบันอยู่ที่ BBB+ และมีโอกาสจะปรับขึ้นไปเป็น A- ต้องติดตามในช่วงครึ่งปีหลัง แต่เม็ดเงินเข้ามารอก่อนแล้ว