บล.เอเซีย พลัส ลดน้ำหนักกลุ่มยานยนต์ หลังยอดผลิตรถติดลบ, ช่วงสั้นเลี่ยงหุ้นโรงพยาบาล

ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส ได้ปรับลดน้ำหนักหุ้นกลุ่มยานยนต์ลงเป็นน้อยกว่าตลาด จากเดิมให้น้ำหนักเท่ากับตลาด เนื่องจากยอดผลิตรถยนต์ ปี 2562 ติดลบครั้งแรกในรอบ 8 เดือน ที่ระดับ 6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน เท่ากับ 181,338 คัน สาเหตุหลักมาจากตลาดโอเชียเนีย ซึ่งมีสัดส่วนมากสุดของการส่งออกรถยนต์ฟื้นตัวช้ากว่าคาด ขณะที่ในประเทศแม้เติบโตเพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 29 เติบโต 4%  แต่อยู่ในอัตราชะลอตัวลง  และด้วยความเสี่ยงจากสงครามการค้ายังไม่คลี่คลาย รวมถึงตลาดรถยนต์ในประเทศมีความกังวลเกี่ยวกับการคุมสินเชื่อรถยนต์ จึงคาดกดดันยอดขายรถยนต์ในช่วงที่เหลือของปี

ทั้งนี้ฝ่ายวิจัยยังคงคาดกำไรปกติกลุ่มยานยนต์ ปี 2562 ที่ 5,159 ล้านบาท เติบโต 6% จากปีก่อน ในส่วนกำไรปกติไตรมาส 2/2562  คาดหดตัว เมื่อเทียบกับไตรมาสแรก และเทียบกับช่วงเดียวกันกันปีก่อน และค่าใช้จ่ายตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานฉบับใหม่ ภาพรวมการเติบโตของกำไรกลุ่มฯ มีความท้าทายมากขึ้น

**ระยะสั้นเลี่ยงหุ้น รพ.หลังศาลฯยกคำร้อง

ส่วนกลุ่มโรงพยาบาล ประเด็นความคืบหน้าเรื่องศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งยกคำร้องของสมาคมโรงพยาบาลเอกชน ส่งผลให้ยาเวชภัณฑ์ และบริการทางการแพทย์ยังอยู่ในรายการสินค้าควบคุมของ กกร. ต่อ ทั้งนี้ฝ่ายวิจัยมองว่า แม้ประเด็นนี้ไม่ได้มีผลกระทบต่ออัตราการทำกำไรโดยตรงในทันที เนื่องจาก 3 มาตรการที่กำหนดออกมาก่อนหน้านี้ยังไม่ได้มีการควบคุมเพดานราคาโดยตรง ซึ่ง รพ. ต่างๆ ก็จะมีเวลาปรับตัวในการทำกำไรจากส่วนอื่นๆ แทน แต่น่าจะเป็น Sentiment เชิงลบของราคาหุ้นกลุ่ม รพ. ในระยะสั้น

**SAT-BDMS-RJH  มี Valuation น่าสนใจ

แม้หุ้นในกลุ่มชิ้นส่วนรถยนต์และกลุ่มโรงพยาบาล จะมีความน่าสนใจลดลงในช่วงสั้น แต่การลงทุนยังต้องพิจารณาถึงพื้นฐานของแต่ละบริษัทเป็นสำคัญ นอกจากนี้ยังมีหุ้นหลายบริษัทยังมี Valuation ที่น่าสนใจ เช่น กลุ่มชิ้นส่วน ชอบ SAT โดยแนะนำซื้อ ให้ราคาเป้าหมายที่ 29 บาทต่อหุ้น หนุนด้วยการรับรู้ออเดอร์ใหม่เต็มปี พร้อมคาดหวัง Div yield สูง 7%,

ส่วนกลุ่มโรงพยาบาล ชอบ BDMS แนะนำซื้อ ให้ราคาเป้าหมาย 30 บาทต่อหุ้น ให้น้ำหนักจุดเด่นด้านการกระจายความเสี่ยงแบรนด์ในหลากหลายกลุ่มเป้าหมาย เช่น หากมาตรการมีผลกระทบต่อ รพ. ระดับบน ผู้ป่วยก็ยังมีโอกาสไปรักษาใน รพ. ระดับกลางได้  และหุ้น RJH แนะนำซื้อเช่นกัน โดยให้ราคาเป้าหมายที่ 32 บาทต่อหุ้น มองจุดเด่นด้านการเติบโตจากรายได้ทุกกลุ่มผู้ป่วย และการบริหารต้นทุนที่เห็นผลบวกชัดเจน ดังนั้นหากราคาหุ้นย่อตัวลง ถือเป็นโอกาสเก็บสะสมในการลงทุนระยาว

รายงาน : วิรัช บูรณกนกธนสาร
อย่าลืมกดถูกใจ(Like)http://Facebook : ทันหุ้น
กดติดตาม (subscribe)Youtube : thunhoon V.I.P
www.thunhoon.com