TPCHจ่อขายไฟเพิ่ม43MW สบช่องรุกต่างแดนอัพฐาน

ทันหุ้น – TPCH มั่นใจรายได้-กำไรปีนี้ เติบโตมากกว่าปีก่อน เดินหน้า COD โรงไฟฟ้าเพิ่ม 43 เมกะวัตต์ จากปัจจุบันที่ 60 เมกะวัตต์ มั่นใจสิ้นปีแตะ100 เมกะวัตต์ ส่วนทิศทางไตรมาส 2/2562 แนวโนมดีกว่าไตรมาสแรกหลังรับรู้ขายไฟ 60 เมกะวัตต์เต็มปี พร้อมเดินหน้าลงทุนเมียนมา ลุยโรงไฟฟ้าไบโอแก๊ส คาดสรุปปี 2563 ขณะที่มองหาโอกาสในการลงทุนใหม่ๆ ต่อเนื่อง

นายเชิดศักดิ์ วัฒนวิจิตรกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีพีซี เพาเวอร์ โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ TPCH เปิดเผยว่า ทิศทางในไตรมาสที่ 2/2562 คาดว่าจะเติบโตมากกว่าไตรมาส 1/2562 และเติบโตใกล้เคียงกว่าไตรมาส 2/2561 เนื่องจากจะมีการรับรู้โรงไฟฟ้าที่จ่ายไฟเข้าสู่ระบบแบบ (COD) เต็มจำนวน 60 เมกะวัตต์ และบริษัทมีโรงไฟฟ้าที่หยุดเดินเครื่องเพื่อซ่อมบำรุงเครื่องจักรตามแผนประจำปี 1 แห่ง คือโครงการแม่วง จำนวน 5 วัน ซึ่งหากเทียบกับไตรมาสแรกถือว่ามีการปิดซ่อมบำรุงน้อยกว่า

ทั้งนี้บริษัทมั่นใจว่ารายได้และกำไรปี 2562 จะเติบโตมากกว่าปีที่ผ่านมา ที่มีรายได้รวม 1,576.39 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 353.90 ล้านบาท โดยปัจจุบันบริษัทมีโรงไฟฟ้าที่ COD จำนวน 60 เมกะวัตต์ ซึ่งในปีนี้บริษัทจะสามารถรับรู้รายได้เข้ามาเต็มปี นอกจากนี้ตามแผนในช่วงไตรมาส 4/2562 บริษัทจะมีโรงไฟฟ้าที่จะ COD เพิ่มขึ้นอีก 43 เมกะวัตต์ แบ่งออกเป็น  โรงไฟฟ้าปัตตานี กรีนพาวเวอร์ ขนาดกำลังการผลิต 23 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้า TPCH 1 และ 2 ในจังหวัดยะลา กำลังผลิตรวม 20 เมกะวัตต์ ซึ่งจะทำให้ ณ สิ้นปี 2562 มีโรงไฟฟ้าที่ COD รวม 100 เมกะวัตต์

*เป้า PPA ในมือ 200 เมกะวัตต์

ขณะที่ในปี 2563 บริษัทได้ปรับประมาณการเป้าหมายใบอนุญาตซื้อขายไฟฟ้า (PPA) ในปี 2563 จะเหลืออยู่ที่ 200 เมกะวัตต์ จากเดิมคาดจะมีใบอนุญาตซื้อขายไฟฟ้า 250 เมกะวัตต์ เนื่องจากแผนพัฒนากาลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP) ฉบับใหม่ได้ปรับลดการรับซื้อไฟฟ้าชีวมวลเหลือแค่เพียง 100 เมกะวัตต์ จากเดิมที่ 300 เมกะวัตต์

ด้านความคืบหน้าในการประมูลโรงไฟฟ้าจากขยะโครงการอ่อนนุช กำลังผลิต 23 เมกะวัตต์ คาดว่าจะต้องรอผลการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีแล้วเสร็จก่อน เพื่อพิจารณาผลการประมูลในช่วงเดือนกรกฎาคม 2562 นี้ นอกจากนี้โครงการผลิตไฟฟ้าจากขยะชุมชนองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี ขนาดกำลังผลิต 10 เมกะวัตต์ คาดจะมีการเซ็นสัญญาใบซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ในสัปดาห์หน้า และจะจ่ายไฟเข้าระบบในปี 2564

ส่วนโรงไฟฟ้าขยะชุมชน สยาม พาวเวอร์ (SP) ขนาดกำลังการผลิตที่ 10 เมกะวัตต์ ปัจจุบันอยู่ระหว่างรอเรียกเข้าไปเซ็นต์ใบอณุญาติ คาดว่าจะอยู่ในช่วงเดือน ก.ค. 2562 นี้ ซึ่งถ้าเป็นไปตามแผนคาดว่าจะเริ่ม จ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ได้ในเดือนตุลาคม 2563

สำหรับแผนการลงทุนในต่างประเทศ ในโครงการลงทุนโรงไฟฟ้าโรงไฟฟ้าไบโอแก๊ส โดยสัปดาห์ที่ผ่านมาบริษัทได้ลงพื้นที่สำรวจในประเทศเมียนมา โดยคาดว่าจะได้รับใบอนุญาตลงทุนโรงไฟฟ้าราว 30 เมกะวัตต์ รวมกับพันธมิตรในช่วงปี 2563 ซึ่งจะมีอายุสัญญาในการผลิตไฟฟ้าเป็นระยะเวลา 30 ปี แต่บริษัทมองว่าการลงทุนเบื้อต้นในเฟสแรกคาดว่าจะอยู่ที่ 5-6 เมกะวัตต์ มูลค่าการลงทุนคิดเป็น 100 ล้านบาท ต่อ 1 เมกะวัตต์ ส่วนรูปแบบในการลงทุนบริษัทคาดว่าจะเป็นผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรวมถึงผู้ดูแลสายส่งไฟฟ้าเองด้วย

*หาโอกาสลงทุนต่อ

อย่างไรก็ตาม บริษัทได้มองหาโอกาสในการลงทุนใหม่เสมอทั้งในรูปแบบของการเข้าซื้อกิจการของโครงที่ดำเนินการอยู่แล้วและการพัฒนาโครงการใหม่ทั้งในและต่างประเทศโดยบริษัทได้ศึกษาโอกาสความเป็นไปได้ในการขยายการพัฒนาโรงไฟฟ้าในพื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยการตัดสินใจเข้าลงทุนต่างๆ ขึ้นอยู่กับผลตอบแทนของโครงการไม่ต่ำกว่าที่บริษัทได้กำหนดไว้

ส่วนโอกาสในการเติบโตในประเทศจากการที่รัฐบาลได้ออกแผนพัฒนากาลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP) ในปีนี้จะเห็นได้ว่าค่อนข้างที่จะชะลอตัว แต่ถือว่ายังมีโรงไฟฟ้าพลังประชารัฐ ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประมาณ 100 เมกะวัตต์ รวมถึงโรงไฟฟ้าขยะชุมชนอีกราว 400 เมกะวัตต์ ซึ่งบริษัทเองก็มองหาโอกาสในการเติบโตจะโครงการดังกล่าวที่ออกมาอย่างต่อเนื่อง