SELIC ครึ่งหลังโตเด่น บุ๊ครายได้-กำไร PMC โปรดักส์ใหม่อัพยอด

ทันหุ้น – SELIC ฟันธงผลงานครึ่งปีหลังโดดเด่น หลังรับรู้รายได้-กำไรจาก PMC เต็มแม็ก เล็งออกโปรดักส์ใหม่อัพมาร์จิ้น พร้อมย้ำเป้ารายได้สิ้นปี 2562 แตะ 1.4-1.6 พันล้านบาท ตามเป้า ชูบริหารจัดการต้นทุนดีเยี่ยม แย้มอยู่ระหว่างศึกษา M&A ธุรกิจเกี่ยวเนื่องเพิ่ม

นายเอก สุวัฒนพิมพ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีลิคคอร์พ จำกัด (มหาชน) SELIC เปิดเผยว่า มองภาพรวมผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งหลังปี 2562 จะมีการเติบโตที่โดดเด่นกว่าเมื่อเทียบกับช่วงครึ่งปีแรก เนื่องจากคาดว่าจะรับรู้รายได้และกำไรจากการควบรวมและเข้าซื้อกิจการกลุ่ม PMC นำโดย บริษัท พีเอ็มซีเลเบิลแมททีเรียลส์ จำกัด ในประเทศไทย (PMCT) และบริษัท พีเอ็มซีเลเบิลแมททีเรียลส์ พีทีอี ลิมิเตด ในประเทศสิงคโปร์ (PMCS) เข้ามาได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

รับรู้ PMC เต็มที่

ทั้งนี้ปัจจุบันอยู่ระหว่างการปรับใช้ระบบปฎิบัติการทางบัญชีเพื่อให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับ SELIC ซึ่งคาดว่าจะมีการติดตั้งและเปลี่ยนการใช้งานแล้วเสร็จภายในช่วงปลายไตรมาส 2/2562 ไม่เกินต้นไตรมาส 3/2562 เป็นต้นไป นอกจากนี้ในช่วงครึ่งหลังปี 2562 บริษัทเตรียมออกผลิตภัณฑ์กาวรูปแบบใหม่จำนวน 1 รายการ ซึ่งจัดว่าเป็นผลิตภัณฑ์กาวที่ให้มาร์จิ้นสูง โดยใช้ในอุตสาหกรรมรองเท้าที่เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ที่บริษัทมีความสนใจจะเจาะตลาดใหม่เพิ่มมากขึ้น

นอกจากนี้จากการควบคุมบริหารจัดการต้นทุนให้อยู่ในระดับที่ดี ตลอดจนการรับรู้ผลการดำเนินงานของ PMC เข้ามาได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ส่งผลให้คาดว่าอัตรากำไรสุทธิในปี 2562 อาจมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นได้สูงกว่า ณ สิ้นไตรมาส 1/2562 อยู่ที่ระดับ 6.66% พร้อมกันนี้เป้าหมายรายได้เติบโตปีนี้ที่วางไว้ไม่ต่ำกว่า 1,400 – 1,600 ล้านบาท จากปีก่อนที่มีรายได้ 599.77 ล้านบาท ซึ่งยังคงมีความเป็นไปได้สูงที่จะบรรลุตามเป้าหมายที่วางไว้

“ในขณะนี้เรากำลังปรับเปลี่ยนระบบหลังบ้านให้กับทาง PMC ใหม่ เพื่อให้เข้ามาอยู่ในระบบเดียวกันกับ SELIC ซึ่งจะทำให้เรามีการรับรู้รายได้จากการขายและกำไรเข้ามาได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากขึ้น คาดว่าจะติดตั้งแล้วเสร็จพร้อมใช้งานไม่เกินต้นไตรมาส 3/2562 นี้เป็นต้นไป ทำให้เรามองว่าผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งหลังปีนี้จะมีความโดดเด่นกว่าครึ่งแรกปี ส่วนรายได้เติบโตในปีนี้เรายังคงไว้ที่ 1.4-1.6 พันล้านบาท” นายเอกกล่าว

ใส่เกียร์ลงทุนต่อ

ขณะเดียวกันบริษัทยังมีความสนใจในการลงทุนทั้งการควบรวมกิจการ(M&A) และการร่วมทุน(JV) เพื่อขยายการต่อยอดผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจให้มีศักยภาพเพิ่มมากขึ้น ซึ่งต้องเป็นส่วนที่เข้ามาส่งเสริมกับผลิตภัณฑ์ที่มี(synergy) และมองหาโอกาสการลงทุนใหม่ๆ อยู่เสมอ โดยปัจจุบันมีการเจรจากับพันธมิตรอยู่เป็นระยะ แต่อาจยังไม่ได้ข้อสรุปการลงทุนที่ชัดเจนในปีนี้ เนื่องจากต้องประเมินถึงความเหมาะสมในการลงทุน รวมถึงประโยชน์ที่จะมา Synergy ร่วมกันได้อย่างไร

สำหรับแนวโน้มผลการดำเนินงนในช่วงไตรมาส 2/2562 มองว่าอาจปรับตัวลดลง เนื่องจากวันหยุดพิเศษและวันหยุดเทศกาลที่มีมาก รวมถึงการตั้งสำรองเพิ่มขึ้นตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานใหม่ ซึ่งเป็นปัจจัยที่เข้ามากดดันให้ผลการดำเนินงานในไตรมาสที่สองนี้อาจเป็นไตรมาสที่ต่ำที่สุดในปี 2562 แต่ยังคงมีการเติบโตที่ดีกว่าเมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน